
เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระหว่างวันที่ 3-4 สิงหาคม 2569 ว่า การเยือนครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายทุกด้าน ทั้งการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ การขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน การเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง ตลอดจนการผลักดันบทบาทของไทยในเวทีอาเซียน
หนึ่งในภาพสะท้อนความสำเร็จของภารกิจครั้งนี้ คือการที่รัฐบาลอินโดนีเซียให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยอย่างสมเกียรติ และนายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เดินทางไปส่งนายกรัฐมนตรีถึงสนามบินด้วยตนเอง สะท้อนถึงความไว้วางใจและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะช่วยให้การผลักดันความร่วมมือในอนาคตเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลการหารือครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนไทยใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ การเปิดตลาดและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ การดึงดูดการลงทุนและการจ้างงาน การยกระดับความร่วมมือในการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ และการสร้างเสถียรภาพของภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง
การหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายปราโบโว ครอบคลุมความร่วมมือทุกมิติ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเร่งผลักดัน “ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-อินโดนีเซีย” ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เชื่อมโยงศักยภาพของสองประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของอาเซียน เพื่อสร้างโอกาสใหม่ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน

ในด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองประเทศตกลงขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนจากอุตสาหกรรมเดิมไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ครอบคลุมอาหาร อุตสาหกรรมฮาลาล พลังงาน การท่องเที่ยว เศรษฐกิจสีเขียว และการเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิต โดยตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันจากเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคตอันใกล้
ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเปิดตลาดใหม่ให้สินค้าและบริการของไทย เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เข้าถึงตลาดอินโดนีเซียที่มีประชากรกว่า 280 ล้านคน พร้อมดึงดูดการลงทุน สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเพิ่มการจ้างงานภายในประเทศ

ระหว่างการเยือน นายกรัฐมนตรียังเข้าร่วมงาน Indonesia–Thailand Business Forum พบหารือกับภาคเอกชนอินโดนีเซีย พร้อมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศจำนวน 4 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ตลาดคาร์บอน และการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อผลักดันให้ความร่วมมือระดับรัฐบาลต่อยอดสู่การลงทุนและโครงการธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง
“เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงทำให้ตัวเลขการค้าสูงขึ้น แต่ต้องทำให้ผู้ประกอบการไทยมีตลาดเพิ่มขึ้น เกษตรกรขายสินค้าได้มากขึ้น ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการมีลูกค้าเพิ่มขึ้น และประชาชนมีงานทำ มีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น” นางสาวรัชดา กล่าว

อีกหนึ่งความสำเร็จสำคัญ คือการแลกเปลี่ยนแผนปฏิบัติการว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-อินโดนีเซีย ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นโรดแมปกำหนดทิศทางและกลไกติดตามความร่วมมือ เพื่อให้ทุกข้อตกลงระหว่างผู้นำถูกผลักดันสู่การปฏิบัติและเกิดผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจด้านการศึกษา เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการ การวิจัย การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากร ตลอดจนการพัฒนาทักษะกำลังคนให้สอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพแรงงานไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ด้านความมั่นคง ไทยและอินโดนีเซียเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การบังคับใช้กฎหมาย และการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นแก๊งหลอกลวงออนไลน์ การค้ามนุษย์ ยาเสพติด และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามพรมแดน
การเยือนครั้งนี้ยังตอกย้ำบทบาทของไทยบนเวทีอาเซียน โดยนายกรัฐมนตรีได้พบหารือกับเลขาธิการอาเซียน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางของภูมิภาคท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก พร้อมยืนยันว่าไทยจะเดินหน้ารักษาเอกภาพและความเป็นแกนกลางของอาเซียน ผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัล การรับมือภัยข้ามพรมแดน และการกระจายผลประโยชน์สู่ประชาชนทุกกลุ่ม

นายกรัฐมนตรียังได้แสดงวิสัยทัศน์ต่ออนาคตของอาเซียน โดยเสนอแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การธำรงเอกภาพของอาเซียน การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและศักยภาพในการรับมือวิกฤต และการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา
สำหรับสถานการณ์ในเมียนมา นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ไทยยังคงสนับสนุนการแก้ไขปัญหาตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน พร้อมทำหน้าที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่สร้างสรรค์ สนับสนุนการพูดคุยระหว่างทุกฝ่าย ส่งเสริมความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และประสานความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อผลักดันให้เมียนมากลับคืนสู่สันติภาพและเสถียรภาพ
รัฐบาลมองว่า ความสงบในเมียนมาจะส่งผลโดยตรงต่อประเทศไทย ทั้งการลดปัญหาความมั่นคงบริเวณชายแดน การสกัดอาชญากรรมข้ามชาติ การฟื้นฟูการค้าชายแดน ตลอดจนการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน การท่องเที่ยว และการดำรงชีวิตของประชาชน

ทั้งนี้ ไทยจะนำผลการหารือและวิสัยทัศน์จากการเยือนครั้งนี้ไปใช้เตรียมความพร้อมสู่การเป็นประธานอาเซียนในปี 2571 โดยมุ่งผลักดันวาระที่สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมแก่ประชาชน พร้อมเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนในระยะยาว
นางสาวรัชดา กล่าวทิ้งท้ายว่า ความสำเร็จของการเยือนครั้งนี้จะไม่ได้วัดจากจำนวนข้อตกลงหรือพิธีการทางการทูตเท่านั้น แต่ต้องวัดจากผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ ไม่ว่าจะเป็นตลาดใหม่ของสินค้าไทย การลงทุนและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น โอกาสทางการศึกษาของคนรุ่นใหม่ ความปลอดภัยจากอาชญากรรมข้ามชาติ และภูมิภาคที่มีเสถียรภาพมากขึ้น พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเร่งติดตามทุกข้อตกลงให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างประเทศให้เป็นประโยชน์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง

