
บรรยากาศย่าน พระโขนง–บางนา กลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 เมื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมคณะ “บ้านสีฟ้า” นำโดย ดร.การดี เลียวไพโรจน์ และ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่พบปะประชาชนที่ ซอยสุขุมวิท 101/1 (วชิรธรรมสาธิต) เพื่อช่วยหาเสียงให้กับ นางสาววีร์ ศรีวราธนบูลย์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 23 หมายเลข 17

การลงพื้นที่เต็มไปด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง เสียงหัวเราะ และรอยยิ้ม โดยมีไฮไลต์สำคัญเมื่อกลุ่มแฟนคลับรุ่นใหญ่เข้ามาขอถ่ายภาพและให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด บางรายถึงกับเอ่ยความในใจเสียงดังว่า
“แอบรักคุณอภิสิทธิ์มาตั้งแต่สมัยยังเป็นหนุ่มๆ”
ขณะที่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าในตลาดต่างพร้อมใจกันตะโกนเรียก
“นายกฯ มาแล้วๆ”
พร้อมส่งเสียงเชียร์อยากเห็นนายอภิสิทธิ์กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ซึ่งเจ้าตัวตอบรับด้วยรอยยิ้ม พร้อมกล่าวขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้

ชู “กระแส” สู้ “กระสุน” ห่วงเกมเงินบ่อนทำลายประชาธิปไตย
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การแข่งขันในสนามเลือกตั้ง โดยยอมรับว่ามีความกังวลอย่างยิ่งต่อการใช้ “พลังเงิน” หรือ “กระสุน” ในการซื้อเสียง ซึ่งได้รับรายงานว่ามีการทุจริตในหลายรูปแบบ รวมถึงการให้ผู้รับเงินถ่ายภาพยืนยันภายในคูหาเลือกตั้ง
พร้อมเรียกร้องให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำงานเชิงรุกและกวดขันอย่างเข้มงวดก่อนวันเลือกตั้ง เพื่อปกป้องความสุจริตของกระบวนการประชาธิปไตย

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในขณะที่ “บ้านใหญ่” ใช้ยุทธศาสตร์กระสุน พรรคประชาธิปัตย์กังวลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า
“บ้านสีฟ้าเราก็อาศัยกระแสครับ”
และเมื่อถูกถามต่อว่า “กระแสจะสู้กระสุนได้หรือไม่” นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“อยู่ที่ประชาชน และผมอยากให้สู้ได้ เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องการเลือกตั้งที่สุจริต แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้บ้านเมืองสุจริตจริงๆ เงินที่ไม่สะอาดเมื่อเข้ามา ก็ย้อนกลับไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์ และการซื้ออำนาจเพื่อคุ้มครองตัวเองผ่านกระบวนการยุติธรรม สุดท้ายประเทศก็แก้ปัญหาไม่ได้”

รับฟังเสียงคนกรุง เดินหน้าปั้นคนรุ่นใหม่
นอกจากการหาเสียง นายอภิสิทธิ์และคณะยังเปิดเวทีรับฟังปัญหาปากท้องของประชาชน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง โดยยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม ยั่งยืน และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามารับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง


