เปิดปฏิบัติการทุบ ‘ระบอบอากง’ แฉเครือข่ายอำนาจเงาชักใยกทม. จี้ ‘ชัชชาติ’ ชี้แจง

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ที่อาคาร M Group นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ แถลงข่าวเปิดปฏิบัติการ “ทุบ! ระบอบอากง” พร้อมนำเสนอข้อมูลและเอกสารที่อ้างว่าเป็นหลักฐานเกี่ยวกับเครือข่ายอำนาจภายในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเชื่อมโยงกับหลายหน่วยงานสำคัญ ทั้งสายงานโยธา ตลาด สภากรุงเทพมหานคร งบประมาณ และภาคธุรกิจรับเหมา จนเกิดเป็นระบบอำนาจที่มีอิทธิพลต่อการบริหารเมืองหลวง

นายคริส ระบุว่า สิ่งที่พรรคเศรษฐกิจเรียกว่า “ระบอบอากง” ไม่ได้เป็นเพียงบุคคลคนเดียว แต่เป็นเครือข่ายที่มีบทบาทกำหนดทิศทางการบริหารงานของ กทม. อยู่เบื้องหลัง จนทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคือผู้บริหารตัวจริง หรือเป็นเพียงผู้ลงนามรับรองคำสั่งในทางเอกสารเท่านั้น

ระหว่างการแถลงข่าว นายคริสได้นำผังเครือข่ายที่เรียกว่า “ผังทำมาหากินแบบเส้นเลือดฝอย” มาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน โดยอ้างว่า เครือข่ายดังกล่าวแทรกซึมอยู่ในสำนักงานเขตหลายแห่ง และมีอิทธิพลต่อกระบวนการแต่งตั้งผู้บริหารระดับเขต

หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือข้อร้องเรียนจากผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตหลายราย ซึ่งอ้างว่าหากต้องการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการเขต จะต้องถูกเรียกตัวไปพูดคุยยังสถานที่แห่งหนึ่งย่านสุทธิสาร โดยมีการเก็บโทรศัพท์มือถือก่อนเข้าพบ และผลลัพธ์ที่ตามมามีเพียงสองทาง คือ ได้รับการแต่งตั้ง หรือถูกกันออกจากตำแหน่ง

นายคริสกล่าวอ้างเพิ่มเติมว่า บุคคลที่ไม่ยอมเข้าร่วมระบบ หรือปฏิเสธการจ่ายเงินจำนวน “4 กิโล” ซึ่งหมายถึง 4 ล้านบาท จะไม่มีโอกาสได้รับการแต่งตั้งเป็น ผอ.เขต ขณะที่ผู้ที่ยอมจ่ายเงินตามที่ถูกกล่าวอ้างจะได้รับการผลักดันเข้าสู่ตำแหน่งดังกล่าว

“หากตำแหน่ง ผอ.เขต ต้องใช้เงินหลักล้านบาทเพื่อให้ได้มา ก็ต้องตั้งคำถามว่า เมื่อเข้ารับตำแหน่งแล้วจะนำเงินที่ลงทุนไปคืนทุนจากที่ใด เพราะเงินเดือนข้าราชการตามปกติไม่สามารถทำให้คุ้มทุนได้” นายคริสกล่าว

ประธานพรรคเศรษฐกิจ ยังอ้างว่า ภายในสำนักงานเขตมีหลายหน่วยงานที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายโยธา ฝ่ายเทศกิจ ฝ่ายรักษาความสะอาด และฝ่ายสิ่งแวดล้อม โดยพรรคได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและผู้ประกอบการจำนวนมาก

ตัวอย่างข้อร้องเรียนที่ถูกหยิบยกขึ้นมา ได้แก่ การเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการรถดูดส้วม การนำทรัพย์สินราชการไปให้บริการเอกชน การเรียกเก็บเงินจากร้านอาหารในเรื่องบ่อดักไขมัน ใบอนุญาตสะสมอาหาร ตลอดจนการอนุญาตให้ค้าขายบนทางเท้า โดยมีการเปิดคลิปเสียงประกอบ ซึ่งมีการกล่าวอ้างถึงการจ่ายเงินตั้งแต่ 500-2,000 บาท เพื่อแลกกับการผ่อนปรนในการประกอบอาชีพ

ขณะที่ฝ่ายโยธาถูกระบุว่าเป็น “พระเอกของระบบผลประโยชน์” เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการอนุญาตก่อสร้างอาคารจำนวนมากในแต่ละปี แม้กรุงเทพมหานครจะมีระบบยื่นขออนุญาตออนไลน์เพื่อลดการติดต่อระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ แต่ยังมีข้อร้องเรียนว่า หากไม่เข้าไป “เคลียร์” กับผู้เกี่ยวข้อง อาจถูกถ่วงเวลา หรือไม่ได้รับการอนุมัติ โดยมีการเปิดคลิปเสียงของประชาชนรายหนึ่งที่อ้างว่าถูกเรียกเงิน 50,000 บาท เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินการด้านเอกสาร

นายคริส ยังกล่าวอ้างถึงรายได้จากผลประโยชน์นอกระบบของแต่ละหน่วยงาน โดยระบุว่า ฝ่ายเทศกิจอาจมีเงินหมุนเวียนเดือนละ 400,000-500,000 บาท ฝ่ายรักษาความสะอาด 300,000-400,000 บาท ฝ่ายสิ่งแวดล้อมประมาณ 500,000 บาทต่อเดือน ส่วนฝ่ายโยธามีมูลค่าสูงสุดถึงปีละ 10 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงกรณีคำสั่งโยกย้ายข้าราชการ กทม. เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ซึ่งมีผู้อำนวยการเขตถูกโยกย้ายรวม 16 ราย ก่อนที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมกรุงเทพมหานคร (ก.พ.ค. กทม.) จะมีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากพบปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการคัดเลือก

นายคริสอ้างว่า แม้คำสั่งจะถูกยกเลิก แต่บุคคลกลุ่มเดิมยังคงได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เดิม และต่อมาได้รับการแต่งตั้งกลับเข้าสู่ตำแหน่งอีกครั้งภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน จนเกิดข้อสงสัยว่ากระบวนการคัดเลือกและประเมินคุณสมบัติได้ดำเนินไปอย่างโปร่งใสและครบถ้วนหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นปัญหาของ “ระบบ” ที่ทำให้ข้าราชการดี ๆ อยู่ได้ยาก ขณะที่คนที่ไม่ยอมจ่ายหรือไม่ยอมเข้าร่วมเครือข่ายกลับถูกกันออกจากโอกาสความก้าวหน้า

“เราไม่ได้กล่าวหาข้าราชการ กทม.ทุกคน แต่กำลังชี้ให้เห็นว่ามีระบบบางอย่างที่เปิดช่องให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ และท้ายที่สุดประชาชนคือผู้ที่ต้องรับภาระจากต้นทุนเหล่านี้” นายคริสกล่าว

ช่วงท้ายของการแถลงข่าว นายคริสเรียกร้องให้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ออกมาชี้แจงและแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนต่อข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น พร้อมประกาศจัดการกับสิ่งที่พรรคเรียกว่า “ระบอบอากง” หากต้องการพิสูจน์ว่าการบริหารกรุงเทพมหานครยังคงยึดหลักธรรมาภิบาลและระบบคุณธรรมอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ถูกนำเสนอโดยพรรคเศรษฐกิจ และยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่กรุงเทพมหานครยังไม่มีการชี้แจงอย่างเป็นทางการต่อประเด็นที่ถูกกล่าวหาในครั้งนี้