เสียงจากนราธิวาสดังถึงทุกฝ่ายกว่า 100 ชีวิตรวมพลัง ตะโกนหยุดความรุนแรง-ขอชีวิตปกติคืนมา


เสียงประชาชนดังก้องหน้าอนุสาวรีย์นกสันติภาพ “ชาวนราฯ ไม่เอาความรุนแรง” หลังเหตุไม่สงบกระทบทั้งเศรษฐกิจ รายได้ และความเป็นอยู่ ย้ำสันติสุขต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกคน

จากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งไม่ได้สร้างเพียงความหวาดระแวงด้านความปลอดภัย แต่ยังส่งแรงกระแทกถึงการค้าขาย รายได้ การเดินทาง การท่องเที่ยว และวิถีชีวิตของประชาชน เมื่อความเชื่อมั่นลดลง ร้านค้าเงียบเหงา ผู้ประกอบการต้องปรับตัว ขณะที่ประชาชนต้องเพิ่มความระมัดระวังในการใช้ชีวิตประจำวัน

ท่ามกลางบรรยากาศดังกล่าว ที่บริเวณอนุสาวรีย์นกสันติภาพ เขตเมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส นายนักรบ นครสุต ตัวแทนชาวนราธิวาส พร้อมคณะขับเคลื่อนการพูดคุยสันติสุขระดับพื้นที่ชายแดนใต้ (คพท.นราธิวาส) และตัวแทนประชาชนกว่า 100 คน ได้รวมตัวกันประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่า “ชาวนราธิวาสไม่เอาความรุนแรงทุกรูปแบบ” พร้อมเรียกร้องทุกฝ่ายหยุดใช้ความรุนแรง และร่วมกันสร้างสันติสุขด้วยแนวทางสันติวิธี

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังร่วมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบ ขอให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างปลอดภัย พร้อมเชิญชวนประชาชนทุกภาคส่วนเปิดใจรับฟังกัน เคารพความแตกต่างทางความคิด ศาสนา และวัฒนธรรม รวมถึงร่วมสร้าง “เกราะป้องกันความรุนแรง” ให้เกิดขึ้นจากภายในชุมชน

ตัวแทนประชาชนระบุว่า ความรุนแรงไม่ได้สร้างบาดแผลเฉพาะผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เท่านั้น แต่ผลกระทบยังลุกลามไปถึงครอบครัว อาชีพ รายได้ เศรษฐกิจ และอนาคตของคนทั้งพื้นที่ ดังนั้น การสร้างสันติสุขจึงไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในสังคม

จากนั้นประชาชนได้ร่วมกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์บริเวณอนุสาวรีย์นกสันติภาพ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพของพื้นที่มายาวนานกว่า 22 ปี พร้อมเปล่งเสียงร่วมกันว่า “ชาวนราธิวาสไม่เอาความรุนแรงทุกรูปแบบ เราต้องการสันติสุขอย่างแท้จริง”

นายนักรบ นครสุต ตัวแทนประชาชนในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส กล่าวว่า ความสงบสุขและความปลอดภัยถือเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจ การรวมตัวในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการประกาศจุดยืนร่วมกันของคนนราธิวาสว่า จะไม่ยอมรับการใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใด

“ความรุนแรงไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน มีแต่สร้างความสูญเสียและทิ้งรอยแผลไว้ในจิตใจ การแก้ปัญหาที่แท้จริงต้องเริ่มจากการเปิดใจรับฟัง ใช้สันติวิธี เข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรม และอาศัยความร่วมมือจากคนในชุมชน”

นายนักรบกล่าวด้วยว่า หวังว่าพลังแห่งความรัก ความสามัคคี และความร่วมมือของประชาชนทุกฝ่าย จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนจังหวัดนราธิวาสให้ก้าวข้ามความหวาดกลัว สู่ความสงบ สันติสุข และความเจริญอย่างยั่งยืน เพราะสิ่งที่ประชาชนในชายแดนใต้ต้องการ ไม่ใช่ความสูญเสียครั้งใหม่ แต่คือการได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยและมีอนาคตบนผืนแผ่นดินบ้านเกิดของตนเอง

ข่าว/ภาพ ; แวดาโอ๊ะ หะไร ผู้สื่อข่าวจังหวัดนราธิวาส