หยุด Cyberbullying หยุดทำร้ายด้วยปลายนิ้ว : เปิดโลกบูลลี่ออนไลน์ที่คนไทยยังอาจมองข้าม

“มึงหน้าตาแบบนี้ยังกล้าถ่ายรูปลงเหรอ” “อ้วนขนาดนี้ยังจะใส่ชุดนี้อีก” “ทำไมพูดจาแบบนี้ น่ารำคาญชะมัด”
ประโยคเหล่านี้อาจดูเหมือนความคิดเห็นธรรมดาในคอมเมนต์โพสต์หนึ่ง ใช้เวลาพิมพ์ไม่ถึงสิบวินาที แต่สำหรับคนที่อ่านมัน บางครั้งมันคือบาดแผลที่ฝังลึกอยู่นานเป็นปี


นี่คือใบหน้าที่แท้จริงของ การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ หรือจะเรียกว่า “การบูลลี่บนโลกออนไลน์” (Cyberbullying) ปรากฏการณ์ที่ขยายตัวเงียบๆ ไปพร้อมกับการเติบโตของโซเชียลมีเดีย แอปพลิเคชั่นส่งข้อความ เกมออนไลน์และกำลังกลายเป็นปัญหาสังคมที่ส่งผลกระทบร้ายแรงกว่าที่หลายคนคิด เป็นเรื่องที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ
เมื่อบูลลี่ไม่ได้จบแค่หน้าจอ แต่ตามออกมาหลอนชีวิตจริง


สิ่งที่ทำให้การบูลลี่ออนไลน์อันตรายกว่าการบูลลี่แบบดั้งเดิมคือ มันไม่มีเวลาปิด ไม่มีวันหยุด ไม่มีพื้นที่ปลอดภัย เด็กหรือผู้ใหญ่ที่เคยถูกล้อเลียนที่โรงเรียนหรือที่ทำงาน อย่างน้อยยังกลับบ้านแล้วพักได้ แต่เหยื่อของการบูลลี่ออนไลน์ต้องเผชิญกับข้อความ คอมเมนต์ หรือมีมล้อเลียนได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านมือถือเครื่องเดียวที่พกติดตัวตลอดเวลา
รูปแบบของการบูลลี่ออนไลน์มีหลากหลาย ตั้งแต่:

  • การใช้ถ้อยคำดูถูก เหยียดหยามหรือทำให้อับอาย ในคอมเมนต์หรือกล่องข้อความส่วนตัว
  • การแชร์ภาพหรือคลิปของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อล้อเลียนหรือประจาน
  • การสร้างบัญชีปลอมเพื่อโจมตี หรือแอบอ้างตัวตนของผู้อื่นเพื่อสร้างความเสียหาย
  • การรวมกลุ่มโจมตีหรือคุกคามบุคคลใดบุคคลหนึ่งอย่างต่อเนื่อง
  • การตัดต่อภาพหรือข้อมูลเท็จ เพื่อทำลายชื่อเสียง
    ผลกระทบที่มองไม่เห็นด้วยตา แต่อาจทำลายทั้งชีวิต
    หลายคนอาจคิดว่า “ก็แค่ตัวหนังสือ ไม่เห็นจะเจ็บตรงไหน” แต่ความจริงแล้วงานวิจัยด้านสุขภาพจิตทั่วโลกชี้ตรงกันว่า การถูกบูลลี่ออนไลน์ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจไม่ต่างจากการถูกทำร้ายร่างกาย เพราะสมองมนุษย์ตีความ “การถูกปฏิเสธทางสังคม” เป็นภัยคุกคามเช่นเดียวกับความเจ็บปวดทางกาย (งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Science โดย Naomi Eisenberger จาก UCLA Eisenberger et al.)
    ผลกระทบที่พบบ่อยในผู้ถูกกระทำ ได้แก่ ความวิตกกังวล ความรู้สึกด้อยค่าในตัวเอง การแยกตัวออกจากสังคม ไปจนถึงภาวะซึมเศร้า และในกรณีที่รุนแรงที่สุด บางรายถึงขั้นคิดทำร้ายตัวเอง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่ยังไม่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์มากพอจะรับมือกับแรงกดดันมหาศาลจากคนแปลกหน้าหลักร้อยหลักพันคน
    “สิทธิของผู้อื่น” ที่หลายคนลืมนึกถึง หรืออาจคาดไม่ถึงว่ามันคือ “การบูลลี่บนโลกออนไลน์”
    รากของปัญหาส่วนหนึ่งมาจากความเข้าใจผิดว่า โลกออนไลน์คือพื้นที่ที่เราจะทำอะไรก็ได้ เพราะไม่เห็นหน้า เมื่อไม่เห็นหน้าคนที่เราพิมพ์ถึง ก็ทำให้ความรู้สึกรับผิดชอบลดน้อยลงไปด้วย ทั้งที่ในความเป็นจริง ทุกคนที่อยู่หลังหน้าจอมี สิทธิพื้นฐาน ที่ควรได้รับการเคารพไม่ต่างจากในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็น
  • สิทธิในเนื้อตัวร่างกายและภาพลักษณ์ของตนเอง
  • สิทธิที่จะไม่ถูกเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวโดยไม่ยินยอม
  • สิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นโดยไม่ถูกคุกคาม
  • สิทธิที่จะใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลอย่างปลอดภัย
    การตระหนักถึงสิทธิเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยขึ้น
    ก่อนพิมพ์ ลองถามตัวเอง 3 ข้อก่อนเสมอ
    แคมเปญรณรงค์ต่อต้านการบูลลี่หลายแห่งทั่วโลกเสนอแนวคิดง่ายๆ ที่ทุกคนทำได้ก่อนกดโพสต์หรือคอมเมนต์ นั่นคือการถามตัวเองว่า
  1. จริงไหม สิ่งที่กำลังจะพิมพ์เป็นความจริงหรือเป็นเพียงการคาดเดา
  2. จำเป็นไหม ข้อความนี้จำเป็นต้องพูดหรือไม่ หรือแค่อยากระบายอารมณ์
  3. จะรู้สึกยังไง หากมีคนพิมพ์แบบนี้ใส่เรา เราจะรู้สึกอย่างไร เหมือนเป็นกระจกสะท้อน
    หากคำตอบคือ “ไม่” แม้แต่ข้อเดียว นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าควรหยุดคิดใหม่ก่อนกดส่ง
    เมื่อเจอคนถูกบูลลี่ เราทำอะไรได้บ้าง
    การหยุดวัฒนธรรมบูลลี่ไม่ใช่หน้าที่ของเหยื่อหรือผู้กระทำเพียงฝ่ายเดียว แต่รวมถึง “ผู้ยืนดู” (Bystander) ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดในทุกเหตุการณ์ ทั้งนี้ สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ คือ
  • ไม่กดไลก์ ไม่แชร์ ไม่ต่อยอดคอมเมนต์ที่มีลักษณะกลั่นแกล้งผู้อื่น
  • กล้าเข้าไปให้กำลังใจหรือพูดแทนคนที่ถูกรุมโจมตี แม้เพียงประโยคสั้นๆ
  • รายงาน (Report) เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมต่อแพลตฟอร์มที่ใช้งาน
  • ชวนพูดคุยกับเพื่อนหรือคนใกล้ตัวหากสังเกตเห็นว่าเขากำลังถูกกระทำ
    ทุกการคลิกคือทางเลือก ว่าเราจะเข้าร่วม หรือจะเป็นผู้หยุดความรุนแรงในออนไลน์
    ท้ายที่สุดแล้ว โลกออนไลน์ไม่ได้แยกขาดจากโลกความเป็นจริง มันคือส่วนขยายของสังคมที่เราอาศัยอยู่ ทุกตัวอักษรที่พิมพ์ ทุกรูปที่แชร์ ทุกคอมเมนต์ที่กด ล้วนส่งผลกระทบต่อคนจริงๆ ที่มีความรู้สึกจริงๆ อยู่ปลายทาง
    การสร้างพื้นที่ออนไลน์ที่ปลอดภัยไม่ได้เริ่มจากนโยบายของแพลตฟอร์มใหญ่ๆ เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นจากการตัดสินใจเล็กๆ ของทุกคนในทุกครั้งที่หยิบมือถือขึ้นมา ก่อนพิมพ์คำถัดไป ลองถามตัวเองสักนิดว่า สิ่งที่กำลังจะพิมพ์นั้น เราอยากให้ใครสักคนพิมพ์ใส่เราแบบนั้นบ้างหรือไม่
    เพราะการเคารพผู้อื่นในโลกออนไลน์ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่มันเริ่มต้นที่ปลายนิ้วของเราเอง