ดีเอ็นเอเปิดโปง ‘พ่อไทยทิพย์’ 24 ราย ศาลออกหมายจับ 46 หมาย

สตม.เปิดปฏิบัติการเฟส 3 ทลายขบวนการ “พ่อไทยทิพย์” เผยผลดีเอ็นเอ 24 รายไม่ตรงกับบิดาไทยในสูติบัตร ศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องรวม 46 หมาย

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการระยะที่ 3 ขยายผลขบวนการ “พ่อไทยทิพย์” ทุจริตแจ้งเกิดและสวมสิทธิทางทะเบียนราษฎร หลังตำรวจระบุว่า ผลตรวจดีเอ็นเอของบุคคลต้องสงสัย 24 ราย ไม่พบความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับชายไทยที่มีชื่อเป็นบิดาในสูติบัตรแม้แต่รายเดียว นำไปสู่การขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องรวม 46 หมาย

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.สตม. ในฐานะโฆษก สตม. พล.ต.ต.เดโช โสสุวรรณากุล ผบก.ตม.5 พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ. พล.ต.ต.ประสงค์ อานมณี ผบก.สปพ. และ พล.ต.ต.ธานินท์ ฉัตรเจริญพร ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงาน

นอกจากนี้ ยังมี พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายรัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง และนายแสน สุรวิญญูวร นายอำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ร่วมสนธิกำลังตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ชุดสืบชนบท 8 เจ้าหน้าที่กรมการปกครอง และชุด DOPA N.I.C.E. เข้าตรวจค้นและจับกุมผู้เกี่ยวข้อง

พล.ต.ท.นพศิลป์เปิดเผยว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นการขยายผลจากการสืบสวนขบวนการทุจริตแจ้งเกิดผ่านโรงพยาบาลเอกชน 8 แห่ง โดยพบพฤติการณ์ต้องสงสัยว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลร่วมมือกับกลุ่มทุนต่างชาติ จัดหาชายไทยมารับรองเป็นบิดาของบุตรชาวต่างชาติ เพื่อให้ได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ

เจ้าหน้าที่ได้นำผลตรวจดีเอ็นเอของบุคคลที่อยู่ระหว่างตรวจสอบ 24 ราย ไปเปรียบเทียบกับชายไทยที่มีชื่อเป็นบิดาในสูติบัตร มารดา และชายต่างชาติที่ต้องสงสัยว่าเป็นบิดาที่แท้จริง ผลตรวจไม่พบว่าชายไทยตามสูติบัตรมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับบุคคลทั้ง 24 ราย พนักงานสอบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับรวม 46 หมาย ครอบคลุมเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล มารดาชาวต่างชาติ ชายไทยที่รับรองเป็นบิดา บิดาชาวต่างชาติ และกลุ่มผู้สนับสนุน

พบรับจ้างสมรส 5,000 บาท ย้อนปมทะเบียน 27 ปี

หนึ่งในกรณีที่ตำรวจเปิดเผย คือการจับกุมนายทวีศักดิ์ อายุ 27 ปี ซึ่งสูติบัตรระบุชื่อนายวันชัยเป็นบิดา และนางวุ้นหลี สัญชาติจีน เป็นมารดา แต่ตำรวจระบุว่า ผลตรวจดีเอ็นเอยืนยันว่าบิดาทางสายเลือดคือนายเฉิน ชาวจีน

จากการตรวจสอบประวัติพบว่า นายทวีศักดิ์ใช้สถานะสัญชาติไทย ศึกษาจนสำเร็จปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และปัจจุบันทำงานในบริษัทสายไฟฟ้าแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ ได้รับเงินเดือนประมาณ 30,000 บาท เจ้าหน้าที่จับกุมได้ที่บ้านพักย่านบางขุนเทียน ขณะอยู่กับบิดามารดาชาวจีน

ตำรวจระบุด้วยว่า นายวันชัยให้การยอมรับว่า เมื่อประมาณ 27 ปีก่อน ได้รับค่าจ้าง 5,000 บาท ให้จดทะเบียนสมรสบังหน้า ซึ่งเจ้าหน้าที่นำคำให้การดังกล่าวประกอบการขยายผลตรวจสอบกระบวนการแจ้งเกิดและจัดทำเอกสารทางทะเบียน

จับฝาแฝดวัย 23 ปี พบหนึ่งคนเรียนแพทย์ อีกคนเป็นโปรแกรมเมอร์

อีกกรณีเป็นการจับกุมนายสุทธิภัทรและนายสุทธินัย ฝาแฝดอายุ 23 ปี ซึ่งสูติบัตรระบุชื่อนายโกมนต์เป็นบิดา และนางหรรษมน หรือซูเจียน เป็นมารดา แต่ผลตรวจดีเอ็นเอตามที่ตำรวจเปิดเผย ระบุว่านายโกมนต์ไม่มีความสัมพันธ์เป็นบิดาทางสายเลือดกับฝาแฝดทั้งสอง โดยปัจจุบันนายโกมนต์ถูกจำคุกในคดียาเสพติด

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่า นายสุทธิภัทรกำลังศึกษาคณะแพทยศาสตร์ ชั้นปีที่ 5 ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และถูกจับกุมขณะฝึกงานที่โรงพยาบาลในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ส่วนนายสุทธินัยสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ ได้รับเงินเดือนประมาณ 50,000 บาท ถูกจับกุมที่คอนโดมิเนียมย่านกรุงธนบุรี

ขณะที่มารดาถูกจับกุมในข้อหาเกี่ยวกับการทำบัตรประจำตัวประชาชนโดยใช้ข้อมูลเท็จ โดยเจ้าหน้าที่เตรียมขยายผลตรวจสอบการได้มาซึ่งสัญชาติไทยที่เกี่ยวข้องกับการสมรสต่อไป

ขยายผลพ่อชาวจีน ตรวจบริษัทต้องสงสัยนอมินี

ส่วนอีกกรณี เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเด็กชายสองพี่น้อง อายุ 7 ปีและ 3 ปี ซึ่งมีมารดาชาวจีนคนเดียวกัน แต่สูติบัตรระบุชื่อบิดาต่างกัน โดยตำรวจระบุว่า ผลตรวจดีเอ็นเอยืนยันว่านายจาง ชาวจีน เป็นบิดาทางสายเลือดของเด็กวัย 7 ปี

ตำรวจระบุว่า นายสมเกียรติ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ให้การรับสารภาพว่าได้รับค่าจ้าง 5,000 บาท เพื่อให้ใช้ชื่อเป็นบิดาชาวไทย เจ้าหน้าที่จึงขยายผลเข้าจับกุมนายจางที่บ้านพักในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งใช้เป็นที่ตั้งบริษัท หมิงหยาง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติมว่า การดำเนินกิจการและการถือครองทรัพย์สินเกี่ยวข้องกับการใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือนอมินีให้คนต่างด้าวหรือไม่ โดยประเด็นนี้ยังอยู่ระหว่างการสืบสวน

พล.ต.ท.นพศิลป์กล่าวว่า สำหรับบุคคลทั้ง 24 ราย กรมการปกครองจะดำเนินการตรวจสอบและเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเพิกถอนสัญชาติหรือแก้ไขรายการและสิทธิทางทะเบียนราษฎรตามกฎหมาย โดยพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี ควบคู่กับการคำนึงถึงสิทธิเด็ก

สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานร่วมปฏิบัติจะขยายผลตรวจสอบตลอดทั้งขบวนการ ตั้งแต่นายหน้า ผู้จัดหา เจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ไปจนถึงผู้ได้รับผลประโยชน์ เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดและปิดช่องโหว่ของระบบทะเบียนราษฎรที่อาจถูกใช้เพื่อให้ได้สถานะบุคคลและสิทธิต่าง ๆ โดยมิชอบ