ทลายนอมินีถือครองบ้านและที่ดินกว่า 6 พันล้านค้น 94 หลัง รวบจีนหนีคดีฆ่า 3 ศพซุกบ้านหรู

ตำรวจเปิดปฏิบัติการทลายนอมินีต่างด้าวเฟส 8 ค้น 17 จุดใน 4 โครงการบ้านหรู พบเครือข่ายถือครองบ้านและที่ดินกว่า 6,000 ล้านบาท รวบชายจีนหนีหมายจับคดีฆาตกรรม 3 ศพ สืบพบใช้สองตัวตนเดินทางข้ามประเทศ

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2569 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ต.ต.ธีระ ชำนาญหมอ รองผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ นำกำลังเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยกว่า 100 นาย เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟสที่ 8” เข้าตรวจค้น 17 จุด ในโครงการบ้านหรู 4 แห่ง พื้นที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 4 กรุงเทพมหานคร

ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการสืบสวนพบเครือข่ายชาวต่างชาติใช้บริษัทที่มีคนไทยเป็นนอมินีเข้าถือครองบ้านและที่ดิน มูลค่ารวมกว่า 6,000 ล้านบาท โดยตำรวจเตรียมขยายผลถึงกลุ่มนายหน้าอสังหาริมทรัพย์และสำนักงานกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งบริษัท

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือบ้านหรูย่านกรุงเทพกรีฑา ซึ่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นและจับกุม “นายเชา” ชายสัญชาติจีน ผู้ต้องหาตามหมายจับของทางการจีน ลงวันที่ 30 มกราคม 2561 ในคดีฆาตกรรมที่เมืองอูหลานฮ่าวเท่อ บริเวณจัตุรัสเฉิงเฉิง มีผู้เสียชีวิต 3 คน โดยตำรวจระบุว่าคดีดังกล่าวมีมูลเหตุเกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์

แนวทางการสืบสวนพบว่า นายเชาใช้สองตัวตน มีหนังสือเดินทางทั้งสัญชาติจีนและกัมพูชา และเป็นหุ้นส่วนบริษัทที่ถือครองบ้านพร้อมที่ดินในโครงการหรูย่านพระรามเก้า–ศรีนครินทร์ ซึ่งมีราคาขายบ้านตั้งแต่ 50–69 ล้านบาท โดยตำรวจระบุว่ามีการใช้บริษัทนอมินีซื้อบ้านเมื่อปี 2565

ระหว่างการตรวจค้น พล.ต.อ.สำราญ และ พล.ต.ท.นพศิลป์ ได้ซักถามนายเชาผ่านล่าม โดยนายเชากล่าวว่า คดีที่เกิดขึ้นในประเทศจีนเป็นคดีฆาตกรรมเกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ และตนหลบหนีมาตั้งแต่ปี 2561 หรือ ค.ศ.2018 หลังทางการจีนต้องการจับกุมตัว

นายเชาอ้างว่า หลังหลบหนีไปอยู่กัมพูชา ไม่สามารถใช้หนังสือเดินทางจีนเดินทางไปประเทศอื่นได้ จึงหาคนช่วยติดต่อซื้อหนังสือเดินทางกัมพูชา โดยกล่าวอ้างว่าซื้อที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ ราคาประมาณ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 2 ล้านบาท ก่อนใช้เดินทางไปศรีลังกา

อย่างไรก็ตาม ในการแถลงข่าวภายหลัง พล.ต.อ.สำราญ ระบุยอดเงินที่ใช้ทำหนังสือเดินทางดังกล่าวไว้ที่ 85,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนการเดินทางเข้าประเทศไทย นายเชาอ้างว่า ขณะอยู่ศรีลังกาเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถดำเนินการต่าง ๆ ต่อได้ จึงบินเข้าประเทศไทยด้วยหนังสือเดินทางกัมพูชา และใช้เดินทางเข้าออกไทยหลายสิบครั้ง ขณะที่ ผบ.ตร.ระบุว่า จากการสอบปากคำพบว่านายเชาเคยเข้าประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี 2560 ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีหมายแดง

สำหรับบ้านที่ซื้อในประเทศไทย นายเชาอ้างว่า ซื้อเมื่อปี 2565 ในราคา 43 ล้านบาท ชำระด้วยเงินสด โดยติดต่อผ่านเอเจนต์ที่ทางโครงการแนะนำ ก่อนปรึกษาบริษัทกฎหมายเกี่ยวกับวิธีการซื้อบ้าน และดำเนินการตามคำแนะนำของบริษัทดังกล่าว ยืนยันว่าไม่ทราบว่ามีคนไทยเข้ามาเป็นหุ้นส่วนบริษัท

นอกจากประเด็นหลบหนีหมายจับและการซื้อบ้าน ตำรวจยังพบข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ที่อาจใช้ดำเนินกิจการสแกมเมอร์ในเมืองชเวก๊กโกและเมียวดี ประเทศเมียนมา รวมถึงเมืองสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา โดยมีเป้าหมายหลอกลวงชาวจีน ทั้งนี้ เมื่อตำรวจซักถามว่ามีสำนักงานสแกมเมอร์อยู่ที่เมียวดีหรือไม่ นายเชาระบุว่าไม่สะดวกตอบคำถามดังกล่าว

ภายหลังการตรวจค้น พล.ต.อ.สำราญ แถลงว่า การตรวจสอบครอบคลุมโครงการบ้านหรู 4 แห่ง ได้แก่ บางนา–สวนหลวง บางนา–วงแหวน พระราม 9–ศรีนครินทร์ และกรุงเทพกรีฑา พบการถือครองบ้านพร้อมที่ดิน 94 หลัง เนื้อที่รวมกว่า 33 ไร่ เกี่ยวข้องกับบริษัท 95 แห่ง และมีผู้ต้องหารวม 96 คน ซึ่งพนักงานสอบสวนจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

เบื้องต้นสามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติได้ 11 คน มีทั้งชาวจีนและชาวสหรัฐฯ พร้อมเตรียมประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เข้าร่วมตรวจสอบ เนื่องจากทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องมีมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท ส่วนบ้านและที่ดินจะยึดไว้ตรวจสอบตามขั้นตอน

ผบ.ตร.ระบุว่า การสืบสวนพบนายเชาเคยเดินทางเข้าไปในพื้นที่เมียวดีและชเวก๊กโก จึงสงสัยว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ และจะต้องขยายผลตรวจสอบต่อไป

อีกประเด็นที่ตำรวจให้ความสำคัญคือกระบวนการจัดตั้งบริษัท โดยพบความเชื่อมโยงจากกลุ่มเอเจนซีขายบ้านและอสังหาริมทรัพย์ไปถึงสำนักงานกฎหมาย หรือ “ลอว์เฟิร์ม” ซึ่งเข้ามาช่วยจัดตั้งบริษัทให้ชาวต่างชาติที่ต้องการซื้อบ้านพร้อมที่ดิน

พล.ต.อ.สำราญ ระบุว่า รูปแบบที่พบคือจัดให้คนไทยถือหุ้นร้อยละ 51 และชาวต่างชาติถือหุ้นร้อยละ 49 โดยผู้ถือหุ้นหลายรายไม่ได้รู้จักกัน ตำรวจจึงต้องตรวจสอบว่าเป็นการใช้คนไทยถือหุ้นแทนเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมายหรือไม่ รวมถึงขยายผลเส้นทางการติดต่อและการประกาศเชิญชวนให้จัดตั้งบริษัทเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์

เบื้องต้นพบสำนักงานกฎหมายที่ให้คำปรึกษาชาวจีนหลายแห่ง อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าแต่ละบริษัทมีบทบาทอย่างไร และมีใครเกี่ยวข้องกับการนำชื่อหรือเอกสารของคนไทยมาใช้จัดตั้งบริษัทบ้าง

“อนาคต ลอว์เฟิร์มไหนกล้าก็ลองดู ถ้ายังจะทำต่อไปอีก” พล.ต.อ.สำราญ กล่าว พร้อมระบุว่าปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการ “กวาดบ้านให้สะอาด”

ตำรวจยังพบว่าบ้านในกลุ่มที่ตรวจสอบถูกนำไปปล่อยเช่าต่ออย่างน้อย 3 หลัง มีค่าเช่า 350,000 บาท 50,000 บาท และ 40,000 บาท ตามลำดับ แต่ในช่วง 3–5 เดือนที่ผ่านมาไม่มีผู้มาเก็บค่าเช่า ผบ.ตร.ตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าของบ้านชาวจีนอาจติดตามข่าวการกวาดล้างตั้งแต่ปฏิบัติการเฟสแรก และอาจเดินทางออกนอกประเทศไปก่อนแล้ว ซึ่งยังต้องตรวจสอบยืนยัน

ขณะที่คนไทยผู้มีชื่อเป็นหุ้นส่วนในบริษัทที่ใช้ซื้อบ้านของนายเชาให้ข้อมูลอีกด้าน โดยอ้างว่าไม่เคยรู้เรื่องการจัดตั้งบริษัท และไม่เคยรู้จักนายเชามาก่อน ยอมรับเพียงว่าเคยกู้เงินออนไลน์เมื่อปี 2565 และส่งเอกสารส่วนตัวให้ผู้เกี่ยวข้องไปทั้งหมด

บุคคลดังกล่าวระบุว่า เพิ่งทราบเรื่องเมื่อมีหมายจับจากศาลส่งไปที่บ้านในปีนี้ และพบข้อมูลว่าตนมีชื่อเป็นหุ้นส่วนมูลค่า 400 ล้านบาท จึงรู้สึกตกใจและสับสน พร้อมยืนยันว่าไม่ทราบว่าเอกสารถูกนำไปใช้เกี่ยวกับบริษัทอย่างไร และกังวลว่าอาจถูกกลุ่มมิจฉาชีพนำข้อมูลไปใช้

หลังจากนี้ตำรวจจะขยายผลตรวจสอบทั้งสำนักงานกฎหมาย เอเจนซีขายอสังหาริมทรัพย์ ผู้ถือหุ้นชาวไทย และเส้นทางเงินที่ใช้ซื้อบ้าน รวมถึงตรวจสอบโครงการอื่นในกรุงเทพมหานคร เพื่อพิสูจน์ความเชื่อมโยงกับพนันออนไลน์และสแกมเมอร์ ตลอดจนแยกให้ชัดว่าใครมีส่วนร่วมในขบวนการ และใครอาจถูกนำชื่อหรือเอกสารไปใช้โดยไม่รู้ตัว