
รายงานข่าวเปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้รับหนังสือร้องเรียนให้ตรวจสอบและไต่สวน ผู้บริหารมหาวิทยาลัยชื่อดัง ย่านรามคำแหงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่รัฐรวม 5 ราย ในข้อกล่าวหาทุจริตต่อหน้าที่และเข้าข่าย “ฮั้วประมูล” จากกรณีจำหน่ายรถยนต์ราชการของมหาวิทยาลัยโดยมิชอบ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของทางราชการและสถาบันการศึกษา พร้อมอ้างว่ารถยนต์ดังกล่าวมีการลดราคาประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง
ทั้งนี้ ผู้ร้องเรียนได้ขอให้ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนเพื่อวินิจฉัยความผิดทางอาญาและ วินัยร้ายแรงต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของทางราชการและสถาบันการศึกษาใน 3 ประเด็นประกอบด้วย
1. ประเด็นการลดราคาประเมินเพื่อจำหน่ายรถยนต์ราชการต่ำกว่าความจริงอย่างผิดปกติ โดยราคาดังกล่าวต่ำกว่าราคาซื้อขายในท้องตลาดเป็นอย่างมาก
2. ประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน โดยรถยนต์ราชการคันดังกล่าวที่ถูกจำหน่ายในราคาประเมินที่ถูกปรับลดลง และถูกกล่าวหาว่า ได้ตกไปอยู่ในความครอบครองและเป็นกรรมสิทธิ์ของ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยชื่อดังคนดังกล่าวเอง ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งรักษาราชการแทนอธิการบดี และเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการกำกับดูแลกระบวนการจำหน่าย
3. ประเด็นการโอนย้ายหมายเลขทะเบียนเพื่อปกปิด โดยภายหลังการจำหน่าย หมายเลขทะเบียนรถยนต์ราชการเดิม ถูกนำไปโอนย้าย เพื่อใช้กับรถยนต์ส่วนตัวคันอื่นยี่ห้ออื่น ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของ ภรรยาของ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยชื่อดัง และเป็นอาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเดียวกัน ซึ่งถูกระบุให้เป็นผู้ถูกกล่าวหาลำดับที่ 5 และมีส่วนร่วมในการปกปิดและรับผลประโยชน์จากการกระทำความผิด
นอกจากเรื่องร้องเรียนล่าสุดนี้ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยชื่อดังคนดังกล่าว ยังคงมีคดีความและเรื่องร้องเรียนอื่น ๆ ที่อยู่ในกระบวนการทางกฎหมายประกอบด้วย 1.คดีศาลอาญาทุจริตฯ ยังคงอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลอาญาทุจริต และประพฤติมิชอบ ที่กลุ่มคณาจารย์ มหาวิทยาลัยเดียวกันได้ร่วมกันฟ้องร้องในประเด็นการกลั่นแกล้งทำให้เกิดความเสียหาย โดยศาลได้กำหนดนัดฟังคำสั่งในช่วงเดือน มกราคม 2569 นอกจากนั้นยังมีประเด็นการดำรงตำแหน่ง มีเรื่องร้องเรียนไปยัง ป.ป.ช. ในประเด็นการดำรงรักษาราชการแทนอธิการบดี ในมหาวิทยาลัยเกินกว่า 180 วัน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าขัดต่อหลักธรรมาภิบาลตามที่กฎหมายกำหนด

