
กลุ่มไม้ขีดไฟ–บางกอกฮับค้านเปลี่ยนแหล่งเงิน สสส. หวั่นองค์กรเล็กไปไม่รอด ชี้เครือข่ายชุมชนมีบทบาทรับมือโควิด ไฟป่า น้ำท่วม วอนหยุดเดินหน้ากฎหมายก่อนกลไกภาคสังคมอ่อนแรง
เครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับและคนทำงานภาคสังคมออกโรงคัดค้านร่างแก้ไขกฎหมาย สสส. ที่เสนอให้ยกเลิกการจัดเก็บเงินจากภาษีสุราและยาสูบเข้าสู่กองทุน แล้วเปลี่ยนไปใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีจากรัฐบาล หวั่นกระทบความต่อเนื่องของงานสุขภาวะ ทำให้ชุมชนเข้าถึงทุนยากขึ้น และเปิดช่องให้ทิศทางการเมืองมีอิทธิพลต่อโครงการ พร้อมเรียกร้อง สส.ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านปกป้องโอกาสของคนเล็กคนน้อย
นายสุรสิทธิ์ ศิลปงาม ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวถึงการเปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่…) พ.ศ. … ระหว่างวันที่ 30 กันยายน–14 ตุลาคม 2569 ว่า ตนมีความเป็นห่วงต่อแนวทางเปลี่ยนแหล่งเงินของกองทุน สสส. และได้ทำหนังสือถึงประธานเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับและสมาชิกทั่วประเทศ เพื่อขอให้ร่วมแสดงจุดยืนคัดค้านการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว
นายสุรสิทธิ์ระบุว่า ตลอด 25 ปีนับตั้งแต่ สสส.ถือกำเนิด ได้สร้างคุณูปการให้สังคมมากมาย โดยแนวคิดสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาวะผ่านกองทุนเป็นแนวทางสมัยใหม่ จึงกังวลหากต้องนำภารกิจนี้กลับไปฝากไว้กับระบบหน่วยงานราชการ
ทั้งนี้ ขอให้เครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ร่วมคัดค้านด้วยสติและเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ พร้อมตั้งคำถามถึงความสามารถของรัฐบาลและหน่วยงานรัฐในการขับเคลื่อนงานสุขภาวะว่า
“ท่านคิดว่า รัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐจะรณรงค์เสริมสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับคนไทยได้หรือไม่”
ด้านนายศรัทธา ปลื้มสูงเนิน ผู้จัดการกลุ่มไม้ขีดไฟ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ในมุมมองของตน ร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเปรียบเสมือนการ “ตัดท่อน้ำเลี้ยงตรง” ของ สสส. จากระบบเดิมที่ได้รับเงินร้อยละ 2 ซึ่งจัดเก็บเพิ่มจากภาษีสุราและยาสูบ มาเป็นการขอรับงบประมาณรายปีเช่นเดียวกับหน่วยงานราชการทั่วไป
นายศรัทธาแสดงความกังวลว่า ผลกระทบจะตกถึงคนทำงานภาคสังคมและชุมชนโดยตรง เพราะงานเปลี่ยนค่านิยมและพฤติกรรมต้องอาศัยความต่อเนื่องหลายปี ทั้งการส่งเสริมการเล่นอิสระ การลดเหล้าและบุหรี่ ความปลอดภัยบนท้องถนน สุขภาพจิต และสิทธิของกลุ่มเปราะบาง หากปีใดไม่ได้รับงบประมาณ หรือถูกลดงบตามทิศทางการเมือง โครงการที่กำลังเดินหน้าในชุมชนอาจต้องหยุดลงกะทันหัน
อีกประเด็นที่น่าห่วงคือความคล่องตัวในการทำงาน โดยนายศรัทธาระบุว่า จุดเด่นของทุน สสส.คือความยืดหยุ่นและการตอบสนองปัญหาเฉพาะหน้าในพื้นที่ได้รวดเร็ว หากเปลี่ยนไปใช้ระบบงบประมาณแผ่นดิน อาจมีภาระเอกสารและเงื่อนไขเพิ่มขึ้น จนกลุ่มชาวบ้านหรือองค์กรขนาดเล็กที่ไม่เชี่ยวชาญงานเอกสารและการจัดซื้อจัดจ้างเข้าถึงทุนได้ยากกว่าเดิม
นายศรัทธายังเตือนว่า เมื่อต้องขอรับงบประมาณจากรัฐบาลและผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ทิศทางโครงการอาจเสี่ยงถูกกำหนดตามนโยบายพรรคการเมืองหรือกระแสความนิยม มากกว่าความจำเป็นจริงของพื้นที่ โดยเฉพาะโครงการที่ทำงานกับปัญหาเชิงโครงสร้าง หรือประเด็นที่รัฐบาลไม่เห็นด้วย อาจเผชิญความเสี่ยงถูกตัดงบ
สำหรับองค์กรภาคประชาสังคมระดับฐานราก นายศรัทธาระบุว่า มูลนิธิ สมาคม และกลุ่มอาสาสมัครจำนวนมากขับเคลื่อนงานด้วยทุนโครงการ หากเงินสนับสนุนลดลงหรือเข้าถึงยากขึ้น บางองค์กรอาจต้องปิดตัว คนทำงานภาคสนามที่มีความเชี่ยวชาญอาจต้องแยกย้าย ส่งผลให้กลไกดูแลคนชายขอบและปัญหาที่รัฐเข้าไม่ถึงอ่อนแรงลง
“สิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น” นายศรัทธากล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การตัดเงินจากกองทุนทั้ง 4 แห่ง รวมกว่า 14,000 ล้านบาท ตามข้อมูลที่ตนอ้างถึง อาจทำให้ผู้ประกอบธุรกิจสุราและยาสูบเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์มากที่สุด ขณะที่ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ขณะที่นายสุขวิชัย อิทธิสุคนธ์ จากกลุ่มบางกอกฮับ ซึ่งทำงานดูแลชุมชนไม่จดทะเบียนในกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เงินจากภาษีบาปที่สนับสนุน สสส.มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเปิดโอกาสให้ประชาชนนำแนวคิดดี ๆ มาพัฒนาเป็นโครงการ ทั้งด้านคน สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเมือง
นายสุขวิชัยระบุว่า จากประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา ตนยังไม่เห็นกองทุนใดที่ประชาชนเข้าถึงและใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่าเท่ากองทุน สสส. โดยมีทั้งคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองผ่านกิจกรรม ชุมชนที่ยกระดับพื้นที่ด้วยเงินสนับสนุน และงานพัฒนาอีกหลายด้านที่เกิดขึ้นจากกองทุนนี้
นอกจากนี้ วิกฤตโควิด-19 ไฟป่า และน้ำท่วมที่ผ่านมา ยังสะท้อนบทบาทสำคัญของภาคประชาสังคมที่ลุกขึ้นมารับมือร่วมกับภาครัฐ โดยนายสุขวิชัยเห็นว่า รัฐบาล หน่วยงานราชการ หรือฝ่ายการเมืองไม่สามารถจัดการปัญหาเหล่านี้ได้โดยลำพัง และเครือข่ายภาคสังคมส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจาก สสส.ในมิติสุขภาวะไม่มากก็น้อย
นายสุขวิชัยจึงเรียกร้องไปยังผู้มีอำนาจ รวมถึง สส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ให้ร่วมปกป้องหลักการนำเงินจากภาษีบาปมาสนับสนุนงานสร้างเสริมสุขภาวะ เพื่อรักษาพื้นที่และโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนของตนเองต่อไป
“ให้คนเล็กคนน้อยได้นำไปพัฒนาคน พัฒนาเมือง สร้างสุขภาวะที่ดีกันต่อไปเถอะ หยุดเดินหน้ากฎหมายนี้เสียเถอะ” นายสุขวิชัยกล่าว
