กมธ.ศาสนาฯห่วง ‘วัดใหญ่ฯ-วัดสระบัว’ จมแอ่งกระทะเผชิญภัยเงียบความชื้นกัดเซาะจิตรกรรมล้ำค่า

กมธ.ศาสนาฯเรียกประชุมด่วนสัปดาห์หน้า วางแผนแม่บทป้องกันภัยพิบัติระยะยาว หลังวัดที่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเผชิญน้ำท่วมซ้ำซาก เจอภัยเงียบความชื้นกัดเซาะจิตรกรรมล้ำค่า จี้กรมศิลปากรเร่งช่วยเหลือด่วน

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการฯกำหนดประชุมเป็นการเร่งด่วนในสัปดาห์หน้า เพื่อหารือมาตรการป้องกัน บรรเทา และฟื้นฟูผลกระทบระยะยาวจากน้ำท่วมวัดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ซึ่งถือเป็นสมบัติของชาติ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเผชิญปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก และมีมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่ต้องเร่งดูแล ก่อนความเสียหายจะลุกลามจนยากต่อการฟื้นฟู

นางธิวัลรัตน์ กล่าวว่า โบราณสถานและวัดเก่าแก่ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะตัวอาคาร แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เป็นที่รวมงานศิลปกรรม และเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน การรับมือจึงต้องมีมาตรการต่อเนื่องทั้งก่อนเกิดภัย ระหว่างน้ำท่วม และหลังน้ำลด เพื่อปกป้องมรดกเหล่านี้อย่างเป็นระบบ

สำหรับ จังหวัดเพชรบุรี เหตุน้ำท่วมที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อวัดใหญ่สุวรรณารามและวัดสระบัว ซึ่งเป็นวัดสำคัญที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรเป็นโบราณสถาน โดยเจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังเร่งสูบน้ำออกภายใน 1 วัน 1 คืน ช่วยลดระยะเวลาน้ำท่วมขัง จากการลงพื้นที่ไปดูที่วัดทราบข้อมูลเบื้องต้นยังไม่พบความเสียหายถึงขั้นกระทบฐานรากของโครงสร้างหลัก

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังน่าห่วงคือ “ความชื้นสะสม” โดยเฉพาะอุโบสถของทั้งสองวัดที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ และมักมีน้ำท่วมขังเมื่อฝนตกหนัก ประกอบกับความชื้นจากดินและน้ำใต้ดิน จึงต้องติดตามผลกระทบต่อตัวอาคาร ผนัง และงานจิตรกรรมภายในอย่างใกล้ชิด แม้จะระบายน้ำออกจากพื้นที่แล้วก็ตาม

นางธิวัลรัตน์ กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบสภาพพื้นที่ วัดใหญ่สุวรรณาราม มีข้อกังวลมากกว่า เนื่องจากบริเวณอุโบสถเป็นพื้นที่ต่ำลักษณะแอ่งกระทะ ฝนตกในระดับปกติก็อาจเกิดน้ำขังได้ง่าย อีกทั้งระบบบ่อดักน้ำภายนอกยังไม่เพียงพอ ขณะที่วัดสระบัวได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากมีการบริหารจัดการน้ำและมีบ่อดักน้ำช่วยบรรเทาปัญหาได้ระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม แนวทางระยะยาวสำหรับวัดใหญ่สุวรรณาราม จึงเห็นว่าควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาการจัดทำบ่อดักน้ำรอบนอก โดยนำแนวทางของวัดสระบัวมาประกอบการพิจารณา เพื่อช่วยรวบรวมและระบายน้ำก่อนเอ่อล้นเข้าสู่บริเวณอุโบสถ พร้อมแก้ปัญหาน้ำขังในพื้นที่ต่ำให้เหมาะสมกับสภาพจริง ส่วนรายละเอียดการขุดเจาะ ตำแหน่งบ่อดักน้ำ ระบบระบายน้ำ และวิธีลดความชื้นในตัวอาคาร จำเป็นต้องให้กรมศิลปากรเข้ามาสำรวจและกำหนดแนวทางตามหลักวิชาการอนุรักษ์ เพื่อให้การแก้ปัญหามีประสิทธิภาพและไม่กระทบคุณค่าของโบราณสถาน

ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวด้วยว่า การประชุมคณะกรรมาธิการฯ ครั้งนี้จะมุ่งผลักดันกรอบแผนแม่บทป้องกันภัยพิบัติระยะยาวสำหรับโบราณสถานทั่วประเทศ ควบคู่กับมาตรการฟื้นฟูและเยียวยาผลกระทบ โดยประสานความร่วมมือจากกรมศิลปากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดูแลโบราณสถานในแต่ละพื้นที่เชื่อมโยงกันและดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง เป้าหมายสำคัญคือการลดความเสียหายจากน้ำท่วมซ้ำซาก รวมถึงผลกระทบที่อาจปรากฏภายหลังน้ำลด เพื่อรักษามรดกทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และศูนย์รวมจิตใจของชุมชนให้คงอยู่ต่อไป