
เมื่อว้ันที่ 27 มีนาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมด่วนผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับมือสถานการณ์ “ราคาน้ำมันพุ่ง” ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนเป็นวงกว้าง ท่ามกลางแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก
นายกฯ ระบุว่า แม้กำลังการกลั่นน้ำมันในประเทศอยู่ที่ประมาณ 77 ล้านลิตรต่อวัน เพียงพอต่อความต้องการปกติที่ 67 ล้านลิตร แต่จากความตื่นตระหนกของประชาชน ทำให้เกิดการกักตุน จนความต้องการพุ่งสูงถึง 87 ล้านลิตรต่อวัน เกินศักยภาพการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ

“นี่ไม่ใช่ปัญหาขาดแคลนจริง แต่เป็น ‘Panic Demand’ ที่ทำให้ระบบเสียสมดุล” นายอนุทินกล่าว พร้อมย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องปรับราคาน้ำมันตามกลไกตลาด เพื่อป้องกันการขาดแคลน และกระจายทรัพยากรให้ทั่วถึงทุกพื้นที่
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กัน คือการ “ฉวยโอกาสบนความทุกข์ของประชาชน” ทั้งการกักตุนเพื่อขายต่อ การโก่งราคาสินค้า รวมถึงการลักลอบขนน้ำมันไปจำหน่ายตามแนวชายแดน โดยนายกฯ สั่งการให้ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดบูรณาการกำลังฝ่ายปกครอง ตรวจสอบอย่างเข้มงวด และดำเนินคดีผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด

ด้าน นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำบทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัดว่าเป็น “ตัวแทนนายกรัฐมนตรีในพื้นที่” ต้องเร่งลดความตื่นตระหนกของประชาชน ควบคู่กับการป้องกันการกักตุน และสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องให้เข้าถึงทุกระดับ
ขณะเดียวกัน นายกฯ ยังสั่งตั้ง “วอร์รูม” ติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิดในทุกจังหวัด พร้อมให้รายงานส่วนกลางทันทีหากพบความผิดปกติด้านปริมาณหรือราคา รวมถึงให้บูรณาการทุกหน่วยงานในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาเชิงรุก
อีกประเด็นสำคัญคือการเตรียมพร้อมรับเทศกาล สงกรานต์ ปี 2569 โดยเน้นย้ำมาตรการ “7 วันอันตราย” ให้ทุกจังหวัดเข้มงวดตั้งจุดตรวจ ควบคุมพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะการดื่มแล้วขับ และการใช้อุปกรณ์นิรภัย เพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน

นายอนุทิน ย้ำทิ้งท้ายว่า “ในภาวะวิกฤต การสื่อสารคือหัวใจสำคัญ” พร้อมขอให้ทุกจังหวัดเร่งสร้างความเข้าใจว่า รัฐบาลไม่ทอดทิ้งประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้ประกอบการขนส่ง เกษตรกร และแรงงาน ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการเยียวยาอย่างครอบคลุม
การประชุมครั้งนี้สะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการ “กู้ความเชื่อมั่น” ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันที่กำลังทดสอบเสถียรภาพเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนทั่วประเทศ

