
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำคณะลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าการพัฒนา คลองเปรมประชากร โดยล่องเรือจากหน่วยเรือคลองบ้านใหม่ อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี มุ่งหน้าสู่สวนเปรมประชาวนารักษ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางการต้อนรับของคณะผู้บริหารระดับสูงจากหลายกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

คลองสายสำคัญแห่งนี้ทอดยาว 50.84 กิโลเมตร พาดผ่าน 3 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 22.34 กิโลเมตร จังหวัดปทุมธานี 20.4 กิโลเมตร และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 8.1 กิโลเมตร เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชุมชนสองฝั่งคลองมานานหลายทศวรรษ

ทั้งนี้ คลองเปรมประชากรไม่ได้เป็นเพียงทางน้ำเก่าแก่ แต่กำลังถูกยกระดับสู่ “ต้นแบบการพัฒนาคลองเมือง” ภายใต้แผนแม่บทที่น้อมนำแนวพระราชดำริสู่การปฏิบัติจริง ครอบคลุมการพัฒนา 6 มิติสำคัญ ทั้งการสร้างบ้านมั่นคง การก่อสร้างเขื่อนกันตลิ่งและสะพาน การฟื้นฟูคุณภาพน้ำ การเชื่อมระบบขนส่งล้อ-ราง-เรือ-อากาศ การจัดระเบียบชุมชนและสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการเพิ่มรายได้ผ่านผลิตภัณฑ์ชุมชนและการท่องเที่ยว

เขื่อนคืบหน้าเกินครึ่ง บ้านมั่นคงผุด 17 ชุมชน
สำหรับความคืบหน้าโครงการก่อสร้างเขื่อนริมคลอง ตั้งแต่สุดเขตกรุงเทพมหานครถึงถนนเทศบาลสงเคราะห์ แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 ช่วงหลัก ได้แก่
- ช่วงคลองบ้านใหม่–หมู่บ้านแกรนด์คาร์แนล
- ช่วงสุดเขตกรุงเทพฯ–คลองบ้านใหม่ และหมู่บ้านแกรนด์คาร์แนล–ถนนสงประภา
- ช่วงถนนสงประภา–ถนนแจ้งวัฒนะ
- ช่วงถนนแจ้งวัฒนะ–ถนนเทศบาลสงเคราะห์
ภาพรวมก่อสร้างเขื่อนได้แล้ว 15 กิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 59.37 ของแผนงาน ขณะที่โครงการบ้านมั่นคงดำเนินการแล้ว 17 ชุมชน รวม 1,672 ครัวเรือน สะท้อนความคืบหน้าที่ไม่ใช่เพียงตัวเลขก่อสร้าง แต่คือ “หลักประกันชีวิตใหม่” ของประชาชนริมคลอง

มากกว่าการก่อสร้าง คือการคืนศักดิ์ศรีชุมชน
ตลอดเส้นทางล่องเรือ ภาพบ้านเรือนที่กำลังปรับปรุงใหม่ เขื่อนคอนกรีตที่คืบคลานไปตามแนวคลอง และกิจกรรมชุมชนที่เริ่มคึกคัก บอกเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนผ่านจากพื้นที่เสื่อมโทรม สู่ความหวังของเมืองที่จัดระเบียบอย่างยั่งยืน
การพัฒนาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงโครงการโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือการบูรณาการภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน เพื่อฟื้นฟูทั้งสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต ให้คลองเปรมประชากรกลับมาเป็นทั้งทางน้ำ ทางสัญจร และ “ทางรอด” ของผู้คนสองฝั่งคลองอย่างแท้จริง


