ล้างบางทุนต่างชาติยึด’ภูเก็ต-พังงา-กระบี่’ออกหมายจับ 59 รายยึดที่ดิน 89 แปลงกว่า 1 พันล้าน

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 เวลา 06.00 น. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (ศปชก.ตร.) และหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย สั่งการให้กำลังเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานนำโดย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3” เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายในจังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่

ผลการปฏิบัติพบการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ผ่านบริษัทนอมินีจำนวนมาก โดยเข้าตรวจสอบที่ดินรวม 89 แปลง เนื้อที่กว่า 49 ไร่ 1 งาน 6.4 ตารางวา มูลค่ารวมทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกว่า 1,053 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับรวม 59 หมาย เป็นคนไทย 28 ราย และชาวต่างชาติ 31 ราย

สำหรับ จังหวัดภูเก็ต พบเครือข่ายบริษัทที่มีลักษณะเป็นนอมินีและถือครองที่ดินผิดกฎหมาย 49 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินีโดยตรง 10 บริษัท และบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติเกินกว่ากึ่งหนึ่งอีก 39 บริษัท รวมถือครองที่ดิน 56 แปลง มูลค่ากว่า 231 ล้านบาท

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือเครือข่ายบริษัทดังซึ่งดำเนินธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต ห้องชุด บริการเช่ารถจักรยานยนต์ ร้านอาหาร ร้านกัญชา และฟิตเนส โดยเจ้าหน้าที่พบพยานหลักฐานเชื่อมโยงการใช้โครงสร้างผู้ถือหุ้นอำพรางการถือครองกิจการแทนชาวต่างชาติ ส่วนจังหวัดพังงา ตรวจพบบริษัทนอมินี 9 บริษัท และอีก 1 บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติถือหุ้นเกินกว่ากฎหมายกำหนด รวมครอบครองที่ดิน 8 แปลง มูลค่ากว่า 323 ล้านบาท โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติได้ 1 ราย

จุดสำคัญอยู่ที่การเข้าตรวจค้น วิลล่าหรู 7 หลัง รับลูกค้าและเรียกเก็บค่าที่พักรายวันในลักษณะโรงแรม แต่ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงจับกุมนายแอนดรูว์ สัญชาติอังกฤษ กรรมการบริษัท เพื่อดำเนินคดี

นอกจากนี้ การสืบสวนยังพบว่ามีการนำชื่อคนไทยซึ่งเป็นลูกจ้าง พนักงาน หรือเครือญาติของผู้บริหารต่างชาติ มาใช้ถือหุ้นแทนในหลายบริษัท ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นไม่มีศักยภาพทางการเงินเพียงพอที่จะลงทุนจริง สะท้อนรูปแบบการใช้นอมินีอย่างชัดเจน

ขณะที่จังหวัดกระบี่ พบเครือข่ายบริษัทนอมินีและบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติเกินกฎหมายกำหนดรวม 17 บริษัท ครอบครองที่ดิน 25 แปลง มูลค่ารวมกว่า 499 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับถึง 40 หมาย และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 38 ราย แบ่งเป็นคนไทย 26 ราย และชาวต่างชาติ 12 ราย

คดีสำคัญในพื้นที่คือการตรวจสอบบริษัท “ทรอปิคอลเฮาส์” กลุ่มนักลงทุนสัญชาติโปแลนด์ ซึ่งดำเนินธุรกิจก่อสร้างและพัฒนาโครงการพูลวิลล่าหรูในพื้นที่ศักยภาพของจังหวัดกระบี่ อาทิ เหนือคลอง หนองทะเล และเขาทอง โดยพบว่าบริษัทมีทุนจดทะเบียนเพียง 4 ล้านบาท แต่กลับถือครองที่ดินมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท

จากการตรวจสอบพบว่า มีคนไทยถือหุ้นครบ 100 เปอร์เซ็นต์บนเอกสาร ทำให้บริษัทมีสถานะเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทย แต่การบริหารและควบคุมกิจการทั้งหมดอยู่ในมือของนักลงทุนชาวโปแลนด์ โดยใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทนโดยไม่มีการลงทุนจริง

อีกคดีที่เจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญคือการจับกุมห้างหุ้นส่วนจำกัด กันจ์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านความบันเทิงในจังหวัดกระบี่ โดยมี ชาวแอฟริกาใต้เป็นเจ้าของกิจการตัวจริง แต่ใช้คนไทยถือหุ้นแทน

การตรวจสอบพบหลักฐานสำคัญว่ามีทนายความและผู้สอบบัญชีทำหน้าที่เป็น “ต้นน้ำ” ช่วยจัดทำเอกสารเท็จเพื่อใช้จดทะเบียนบริษัทและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น อีกทั้งยังพบการนำลายมือชื่อของผู้เสียชีวิตมาใช้ในเอกสารราชการและเอกสารจดทะเบียนนิติบุคคล เพื่อสร้างหลักฐานอันเป็นเท็จและปกปิดการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว

เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดเอกสารการจัดตั้งบริษัท เอกสารทางบัญชี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก เพื่อนำไปตรวจสอบและขยายผลสู่เครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

สรุปผลปฏิบัติการครั้งนี้ พบบริษัทที่เข้าข่ายนอมินีจำนวน 29 บริษัท และบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นต่างด้าวมากกว่าคนไทยอีก 48 บริษัท รวม 77 บริษัท ครอบครองที่ดิน 89 แปลง มูลค่ารวมกว่า 1,053 ล้านบาท พร้อมดำเนินการตามหมายจับ 59 หมาย และหมายค้น 60 หมาย

พล.ต.อ.สำราญ ยืนยันว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเดินหน้าปราบปรามขบวนการทุนต่างชาติที่ใช้คนไทยเป็นนอมินีอย่างจริงจัง ไม่เฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ แต่จะขยายผลไปทุกภูมิภาคทั่วประเทศ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติผ่านสถานีตำรวจทั่วประเทศ หรือสายด่วน 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมกันปกป้องผลประโยชน์ของชาติและป้องกันการรุกคืบของเครือข่ายทุนสีเทาข้ามชาติ