
สถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ยังคงน่าเป็นห่วง หลังศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) เปิดเผยตัวเลขล่าสุดประจำวันที่ 14 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 5 ของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” พบว่าเกิดอุบัติเหตุ 192 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 202 คน และมีผู้เสียชีวิตถึง 30 ราย
เมื่อรวมสถิติสะสมตลอด 5 วัน (10 – 14 เม.ย.) ตัวเลขพุ่งสูงถึง 951 ครั้ง บาดเจ็บ 911 คน และเสียชีวิตแล้ว 191 ราย สะท้อนภาพความสูญเสียที่ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องบนท้องถนนไทย
พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เปิดเผยในฐานะประธานการแถลงข่าวว่า สาเหตุหลักของอุบัติเหตุยังคงมาจาก “ความเร็ว” คิดเป็นร้อยละ 38.54 รองลงมาคือ “ดื่มแล้วขับ” ร้อยละ 28.13 โดยรถจักรยานยนต์ยังครองสัดส่วนสูงสุดถึงร้อยละ 72.88 และอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดบนทางตรงและถนนในชุมชน

ช่วงเวลาเสี่ยงสูงสุดคือระหว่าง 15.01 – 18.00 น. ขณะที่กลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานช่วงอายุ 20 – 29 ปี เป็นกลุ่มที่บาดเจ็บและเสียชีวิตมากที่สุด จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดในวันเดียวคือ “แพร่” ขณะที่ยอดเสียชีวิตสูงสุดอยู่ที่ “ปทุมธานี” ส่วนภาพรวมสะสม กรุงเทพมหานครยังครองอันดับสูงสุดด้านผู้เสียชีวิต
วันสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์ บรรยากาศการเดินทางเริ่มตึงเครียด ประชาชนจำนวนมากทยอยเดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญ่ ส่งผลให้หลายเส้นทางมีปริมาณรถหนาแน่นและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น
ศปถ.จึงสั่งการด่วนให้ทุกจังหวัดปรับแผนรับมือ โดยบูรณาการกำลังจากตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และอาสาสมัคร เร่งบริหารจัดการจราจร เปิดช่องทางพิเศษ ระบายรถ และตั้งจุดตรวจเข้มในเส้นทางเสี่ยง โดยเฉพาะถนนทางตรงระยะไกลที่มักเกิดอุบัติเหตุรุนแรง

มาตรการสำคัญที่ถูกย้ำชัดคือ “ดื่มแล้วขับ จับจริง” โดยผู้กระทำผิดจะถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด พร้อมส่งเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติ รวมถึงการคุมเข้มการจำหน่ายแอลกอฮอล์แก่เยาวชน และเพิ่มความเข้มงวดในด่านชุมชนทั่วประเทศ
ด้าน นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุว่า ได้สั่งการให้ทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมระบบขนส่งสาธารณะทั้งทางถนน ทางราง และทางอากาศให้เพียงพอ พร้อมตรวจเข้มคนขับและยานพาหนะอย่างละเอียดโดยกำหนดให้พนักงานขับรถต้องมีใบอนุญาตถูกต้อง ไม่มีแอลกอฮอล์ในร่างกาย และไม่ขับรถเกินชั่วโมงที่กฎหมายกำหนด ขณะที่รถโดยสารต้องมีอุปกรณ์ความปลอดภัยครบถ้วน หากพบฝ่าฝืนจะลงโทษทันที

นอกจากนี้ ยังเตือนประชาชนให้ประเมินสภาพร่างกายก่อนเดินทาง ห้ามฝืนขับรถหากง่วงหรืออ่อนเพลีย และควรหยุดพักทุก 1–2 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยง “หลับใน” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุร้ายแรง
ขณะเดียวกัน สภาพอากาศยังเป็นอีกปัจจัยเสี่ยง โดยหลายพื้นที่มีอากาศร้อนจัด บางภาคมีฝนฟ้าคะนอง และหลายพื้นที่มีฝุ่นควันสะสมเกินมาตรฐาน ส่งผลต่อทัศนวิสัยในการขับขี่
ศปถ.จึงขอความร่วมมือประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง เพื่อให้ทุกคน “ถึงบ้านอย่างปลอดภัย” และลดตัวเลขความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้
ทั้งนี้ หากพบเหตุฉุกเฉินสามารถแจ้งขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสายด่วน 1784 หรือไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784”


