
เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เรียกประชุมหน่วยงานความมั่นคงอย่างเร่งด่วน หลังเกิดเหตุยิงปืนจากฝั่งกัมพูชาล้ำเข้ามาในเขตไทย บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี จนทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ 1 นาย
การประชุมประกอบด้วยผู้นำด้านความมั่นคงระดับสูง อาทิ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เข้ารายงานสถานการณ์อย่างละเอียด
นายอนุทิน แถลงภายหลังรับฟังรายงานสถานการณ์ ว่า สถานการณ์เมื่อเช้าวันที่ 6 ม.ค.รัฐบาลได้รับรายงานมาโดยตลอด ขณะนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดในบันทึกข้อตกลง ซึ่งฝ่ายความมั่นคงได้ทำการประท้วงไปยังฝ่ายความมั่นคงของกัมพูชาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และให้เขาชี้แจงกลับมา เพื่อพิจารณาว่าจะตอบโต้อย่างไร ส่วนด้านการต่างประเทศ รมว.ต่างประเทศ ได้ออกหนังสือไปยัง รมว.ต่างประเทศกัมพูชา เพื่อชี้แจงให้ทราบว่ามีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงขึ้น ฉะนั้น ประเทศไทยต้องขอให้ฝ่ายกัมพูชาชี้แจงมาในทางการทูต
“เอาเป็นว่าลูกกระสุนมาตกในเขตแดนของเรา การตอบโต้หรือการจะใช้กฎแห่งการปะทะอะไรต่างๆ ตอนนี้ประเทศไทยเตรียมพร้อม และจะพิจารณาดำเนินการตอบโต้ด้วยการตัดสินใจของประเทศไทย มันจะมีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการให้ทุกฝ่ายเห็นว่าฝั่งเราอยู่ในกรอบปฏิบัติตามข้อตกลงทุกอย่าง แต่ถ้าถึงจุดที่ประเทศไทยจำเป็นต้องตอบโต้ เราก็พร้อมที่จะตอบโต้” นายอนุทิน กล่าว
เมื่อถามว่า การตอบโต้จะพิจารณาจากอะไร นายอนุทิน กล่าวว่า เหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น ขณะนี้ฝ่ายกองทัพกำลังพิจารณาวิธีตอบโต้ที่เหมาะสม แต่ขณะเดียวกันก็ได้รับแจ้งจากฝ่ายกองทัพว่ามีการพูดคุยกันในระดับแม่ทัพกับแม่ทัพที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ชายแดน ซึ่งเขาแจ้งมาว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่ต่อให้เป็นอุบัติเหตุเราก็ต้องถามว่าแล้วจะรับผิดชอบต่ออุบัติเหตุนี้เช่นไร ให้เวลาเขานิดหนึ่ง ขอให้มั่นใจว่าขณะนี้การเตรียมพร้อมทุกอย่างทั้งทางด้านการต่างประเทศ ด้านความมั่นคง มีความพร้อมที่จะตอบโต้ และระหว่างประชุมคณะรัฐมนตรีทีมงานของตนจะติดตามความคืบหน้า ถ้ามีรายละเอียดอะไรจะนำมาประกอบการพิจารณา
เมื่อถามว่า ประชาชนต้องเตรียมความพร้อมในการอพยพออกจากพื้นที่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เขาบอกว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่ฝ่ายปกครองอย่างกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าฯ ทั้งหลายได้รับคำสั่งให้คอยดูแลประชาชน แต่ยังไม่ถึงขั้นอพยพ ตนขอยืนยันยังไม่ถึงขั้นต้องอพยพชาวบ้าน
