เปิดกรุสมบัติชาติ! พบคัมภีร์อยุธยา 307 ปี-ธนบุรีสุดหายากซ่อนคุณค่ากลางวัดดัง

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 นางสาวขนิษฐา โชติกวณิชย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร แถลงผลการดำเนินโครงการอนุรักษ์เอกสารโบราณของวัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จครั้งสำคัญของการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมไทย หลังใช้เวลาดำเนินงานยาวนานกว่า 1 ปี 3 เดือน ระหว่างวันที่ 24 เมษายน 2568 ถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ภายใต้ความร่วมมือของกรมศิลปากร วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร คณะสงฆ์ และภาคประชาชน

ผลการสำรวจสร้างความฮือฮา เมื่อเจ้าหน้าที่ค้นพบ คัมภีร์ใบลานที่เก่าแก่ที่สุด ในแหล่งเอกสารโบราณของวัด เป็นคัมภีร์ชื่อ “สิกขาบทวินิจฉัย” ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ เมื่อปี พ.ศ. 2262 ปัจจุบันมีอายุ 307 ปี นับเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนองค์ความรู้ด้านพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการอธิบายพระไตรปิฎกในหมวดพระวินัย ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาการจารใบลานอันวิจิตรของบรรพชนไทยในสมัยอยุธยาตอนปลาย

นอกจากคัมภีร์สมัยอยุธยาแล้ว ยังมีการค้นพบคัมภีร์ใบลานสมัยกรุงธนบุรีที่หายากอีก 2 เรื่อง ได้แก่ ทสารสังคหะ และคัมภีร์อธิบายพระพุทธคุณในจริยาปิฎก ว่าด้วยการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ในอดีตชาติ ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2320 และ พ.ศ. 2322 ปัจจุบันมีอายุ 249 ปี และ 247 ปี ตามลำดับ

กรมศิลปากรระบุว่า คัมภีร์จากสมัยกรุงธนบุรีถือเป็นเอกสารที่ทรงคุณค่าและพบได้ยากอย่างยิ่ง เนื่องจากกรุงธนบุรีดำรงอยู่เพียง 15 ปี ทำให้เอกสารที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบันมีจำนวนไม่มาก

ความสำเร็จอีกด้านที่โดดเด่น คือการสำรวจพบคัมภีร์ใบลานสมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 7 มากกว่า 70 ชื่อเรื่อง ส่งผลให้วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหารกลายเป็นแหล่งรวบรวมคัมภีร์สมัยรัตนโกสินทร์ที่มีจำนวนมากที่สุด เท่าที่กรมศิลปากรเคยดำเนินการสำรวจและขึ้นทะเบียน

นอกจากนี้ ยังมีการค้นพบหนังสือสมุดไทยเรื่อง พระมาลัย ที่ประดับภาพเขียนสีอย่างวิจิตรงดงาม รวมถึงสมุดไทยขาวลงปี พ.ศ. 2421 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งอยู่ในหมวดธรรมคดีและบทสวดมนต์ สะท้อนความงดงามของศิลปกรรมและความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของคนไทยในอดีตได้อย่างชัดเจน

ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ กรมศิลปากรได้จัดทำทะเบียนเอกสารโบราณอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมคัมภีร์ใบลานจำนวน 2,374 เลขทะเบียน รวมกว่า 15,137 ผูก และหนังสือสมุดไทยอีก 75 เล่ม ส่งผลให้วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหารก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในแหล่งเรียนรู้ด้านเอกสารโบราณที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย

ขณะเดียวกัน โครงการยังช่วยสร้างเครือข่าย อาสาสมัครท้องถิ่นในการดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม (อส.มศ.) ทั้งพระสงฆ์และประชาชนในพื้นที่ เพื่อร่วมกันเฝ้าระวัง อนุรักษ์ และสืบทอดมรดกทางภูมิปัญญาของชาติให้คงอยู่สู่คนรุ่นต่อไป

การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของการอนุรักษ์เอกสารโบราณไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์อีกบทหนึ่ง ที่ตอกย้ำคุณค่าของมรดกทางศิลปวัฒนธรรมซึ่งยังรอการศึกษา ค้นคว้า และเผยแพร่ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าของชาติ และส่งต่อองค์ความรู้ล้ำค่านี้สู่สังคมไทยในอนาคต