คืนเดียว 3 หมื่น! กุ้งก้ามกรามทะลักเขื่อนอุบลรัตน์ชุบชีวิตชาวประมงจากวิกฤตสู่ความหวังใหม่

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “กุ้งก้ามกรามเขื่อนอุบลรัตน์” ถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่ โดยกรมประมงได้เดินหน้าผลิตและปล่อยพันธุ์ลงสู่ เขื่อนอุบลรัตน์ และแหล่งน้ำโดยรอบอย่างต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี 2524 เฉลี่ยปีละ 3–5 ล้านตัว

ทั้งนี้ ผลลัพธ์ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ แต่สะท้อนผ่านชีวิตจริงของชาวบ้าน เมื่อสามารถเพิ่มผลผลิตได้กว่า 2,000 กิโลกรัมต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท เฉพาะปี 2568 มีการปล่อยกุ้งมากกว่า 4 ล้านตัวลงเขื่อน และอีก 1 ล้านตัวใน แม่น้ำพอง ส่งผลให้ทรัพยากรฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

รายงานจากการลงพื้นที่ระหว่างวันที่ 1–4 เมษายน 2569 พบว่า ตลอดแนวลำน้ำพองระยะทางกว่า 18 กิโลเมตร ตั้งแต่บ้านห้วยทรายถึงฝายหนองหวาย มีชาวประมงราว 20 ราย ออกหากุ้งอย่างคึกคัก บางคืน “โกยรายได้” สูงสุดถึง 30 กิโลกรัมต่อคน คิดเป็นเงินมากกว่า 20,000 บาท ขณะที่ภาพรวมเพียงไม่กี่วัน มีผลจับรวมกว่า 150 กิโลกรัม มูลค่าทะลุ 100,000 บาท

เสียงจาก บุญมี ทองโพธิ์ วัย 73 ปี สะท้อนความจริงที่จับต้องได้
“ต้องขอบคุณกรมประมง ถ้าไม่ปล่อยกุ้ง พวกผมคงไม่มีวันนี้ ไม่มีเงินส่งลูกหลานเรียน”

คำพูดนี้ไม่ใช่แค่ความรู้สึกส่วนบุคคล แต่เป็นเสียงสะท้อนร่วมของชาวประมงทั้งพื้นที่ ที่ยืนยันตรงกันว่า ปริมาณกุ้งเพิ่มขึ้นจริง และรายได้ก็ดีขึ้นจริง

อธิบดีกรมประมงย้ำว่า กุ้งก้ามกรามในแหล่งน้ำธรรมชาติส่วนใหญ่ มาจากการเพาะพันธุ์และปล่อยโดยรัฐ เนื่องจากวงจรชีวิตระยะตัวอ่อนต้องใช้น้ำกร่อย จึงไม่สามารถขยายพันธุ์เองในแหล่งน้ำจืดได้อย่างสมบูรณ์ ความสำเร็จครั้งนี้ จึงเป็นผลจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน และชุมชน ที่ร่วมกันบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาองค์ความรู้และสร้างอาชีพควบคู่ โดยร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จัดตั้งศูนย์เพาะพันธุ์กุ้งก้ามกราม เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และต่อยอดอาชีพให้ชุมชนรอบเขื่อนกว่า 2,000 ครัวเรือน

อย่างไรก็ตาม กรมประมงฝากถึงชาวประมงให้ช่วยกันรักษาทรัพยากร ใช้เครื่องมือถูกกฎหมาย และหลีกเลี่ยงการจับลูกกุ้ง เพื่อเปิดโอกาสให้เติบโตสร้างมูลค่าในระยะยาว

“หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน เขื่อนอุบลรัตน์จะไม่ใช่แค่แหล่งน้ำ แต่จะเป็นคลังอาหารและแหล่งรายได้ที่ยั่งยืนของชุมชน” อธิบดีกรมประมง กล่าวทิ้งท้าย