ตั้งอนุฯ ปั้นมรดกไทย-ชู Soft Power ท้องถิ่น ประเดิมฟื้น ‘น่าน-นครสวรรค์-สุรินทร์-เพชรบุรี’

กมธ.ศาสนาฯ สภาผู้แทนราษฎร ตั้งอนุฯ เดินหน้าขับเคลื่อนงานศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น นำร่อง ‘น่าน นครสวรรค์ สุรินทร์ และ เพชรบุรี’

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมาธิการฯ มีมติตั้งคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาด้านศิลปะและวัฒนธรรม โดยมี นายประสิทธิ โนทะ สส.น่าน เป็นประธานอนุกรรมาธิการฯ เพื่อศึกษาแนวทางอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ควบคู่กับการพัฒนาศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้สามารถสืบทอดและสร้างประโยชน์แก่ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับ ขอบเขตการศึกษาครอบคลุมการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปะ ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่น ภูมิปัญญาชาวบ้าน ตลอดจนเอกลักษณ์และวิถีชีวิตของไทย รวมถึงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย โดยมีพื้นที่ที่อยู่ในแนวทางการศึกษานำร่อง จังหวัดน่าน นครสวรรค์ สุรินทร์ และเพชรบุรี เพื่อนำผลการศึกษาไปจัดทำข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และร่วมผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างแท้จริง โดยมีเวลาทำงาน 150 วัน

นางธิวัลรัตน์ กล่าวว่า การดำเนินงานดังกล่าวมุ่งให้การอนุรักษ์เชื่อมโยงกับชีวิตของคนในพื้นที่ ทั้งการรักษาคุณค่าของมรดกเดิม การสืบทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญา ตลอดจนการส่งเสริมงานสร้างสรรค์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น เพื่อให้ศิลปะและวัฒนธรรมยังคงมีบทบาทในสังคมและส่งต่อไปยังคนรุ่นหลัง

นอกจากนั้น คณะกรรมาธิการฯ เตรียมเดินทางไปศึกษาดูงาน พร้อมเยี่ยมถวายกำลังใจแด่คณะสงฆ์และวัดที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2569 เพื่อรับทราบสภาพปัญหาในพื้นที่ และพิจารณาแนวทางบูรณะฟื้นฟูร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ประธานคณะกรรมาธิกาฯ กล่าวว่า ภารกิจครั้งนี้จะครอบคลุมทั้งวัดที่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานและวัดที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ซึ่งต้องพิจารณาแนวทางฟื้นฟูให้เหมาะสมกับลักษณะและความเสียหายของแต่ละแห่ง โดยเฉพาะการบูรณะที่ต้องคำนึงถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และความสำคัญของวัดต่อชุมชน เป้าหมายสำคัญคือการเตรียมแนวทางแก้ไขปัญหาไว้ล่วงหน้า เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้ทันกับสถานการณ์เมื่อน้ำลดระดับลง ช่วยให้การฟื้นฟูวัดเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่

อย่างไรก็ตาม กลางความเสียหายจากอุทกภัย การฟื้นฟูวัดจึงมีความหมายมากกว่าการซ่อมแซมอาคาร เพราะวัดเป็นทั้งสถานที่ประกอบศาสนกิจ ศูนย์รวมจิตใจของประชาชน และแหล่งเก็บรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม การเตรียมความพร้อมในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการดูแลศาสนสถานและรักษาคุณค่าของชุมชนให้กลับคืนมาหลังน้ำลด