
เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยความคืบหน้าการจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตว่า ขณะนี้การดำเนินงานมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยในวันนี้มีคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานประมาณ 3-4 คณะ ซึ่งตน และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือร่วมกับคณะกรรมาธิการในฐานะผู้ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าว
นายพลพีร์ กล่าวว่า ภาพรวมการดำเนินงานเป็นไปด้วยดี แต่ยังมีบางประเด็นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องเอกสารสิทธิที่ดิน จึงได้สั่งการให้อธิบดีกรมที่ดินตรวจสอบแนวเขตและเอกสารสิทธิย้อนหลังทุกแปลงอย่างละเอียด เพื่อหาคำตอบว่าเอกสารเหล่านั้นออกตั้งแต่เมื่อใด ออกได้อย่างไร และมีความถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ขณะที่บางพื้นที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาล ซึ่งภายใน 2 สัปดาห์นี้ ตนและนายวรศิษฎ์จะลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าอีกครั้ง
ในส่วนของการปราบปรามธุรกิจนอมินี นายพลพีร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เริ่มสแกนข้อมูลบริษัทในจังหวัดภูเก็ตมากกว่า 10,000 บริษัท โดยประเมินว่าอาจพบธุรกิจที่เข้าข่ายเป็นนอมินีกว่า 400 ราย การตรวจสอบจะเน้น 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ลักษณะการประกอบธุรกิจ และการตรวจสอบว่ามีการใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็นตัวแทนถือหุ้นหรือจดทะเบียนแทนชาวต่างชาติหรือไม่
ทั้งนี้ กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ ได้บูรณาการข้อมูลร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยกระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ ขณะที่หากพบการกระทำผิด จะดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยที่ดิน ก่อนขยายผลไปสู่การดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่งต่อไป
อย่างไรก็ตาม นายพลพีร์ ย้ำว่า ทุกขั้นตอนจะดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัด ไม่สามารถตัดสินหรือดำเนินการกับผู้ใดโดยปราศจากพยานหลักฐาน แม้จะมีข้อมูลเบื้องต้นก็ตาม แต่จะเร่งสาวลึกถึงต้นตอของปัญหา รวมถึงตรวจสอบว่ามีหน่วยงานหรือบุคคลใดปล่อยปละละเลยจนเกิดการกระทำผิด พร้อมเชิญคณะกรรมาธิการทุกคณะที่ลงพื้นที่กลับมาหารือร่วมกันอีกครั้ง เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับกรณีการจับกุมข้าราชการระดับสูงในจังหวัดภูเก็ต จากคดีทุจริตสอบบรรจุพนักงานส่วนท้องถิ่น นายพลพีร์ กล่าวว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนประเด็นผู้มีอิทธิพลและการเรียกรับผลประโยชน์นั้น กรมการปกครองได้ดำเนินการสอบสวนอยู่แล้ว เพียงแต่กระบวนการล่าช้า เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาใช้สิทธิ์ลาป่วยรวม 2 ครั้ง เป็นเวลาเกือบ 20 วัน
ทั้งนี้ การส่งตัวข้าราชการกลับไปยังหน่วยงานต้นสังกัด ไม่ได้หมายความว่าบุคคลดังกล่าวพ้นผิดหรือมีความผิด แต่เป็นเพียงการสิ้นสุดระยะเวลาการมาช่วยราชการที่กรมการปกครอง ขณะที่การสอบสวนยังคงเดินหน้าต่อไป โดยอธิบดีกรมการปกครองเตรียมเรียกสอบเพิ่มเติมในอีกหลายประเด็น ซึ่งเชื่อว่าจะได้ข้อสรุปในเร็ว ๆ นี้
นายพลพีร์ กล่าวย้ำว่า กระทรวงมหาดไทยมีข้าราชการที่ทุ่มเททำงานเพื่อประชาชนจำนวนมาก แต่หากปล่อยให้มีบุคลากรที่ประพฤติมิชอบอยู่ในระบบ จะบั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานและทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน จึงถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกัน “ทวงศักดิ์ศรีของกระทรวงมหาดไทยกลับคืนมา”
“ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย คนที่ไม่ผิดก็ไม่ต้องกลัว แต่หากพบคนที่ทำให้ระบบราชการเสียหาย เราต้องช่วยกันกำจัดออกจากระบบ เพื่อให้กระทรวงมหาดไทยกลับมาเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง” นายพลพีร์ กล่าว
นอกจากนี้ นายพลพีร์ ยังกล่าวถึงแนวทางแก้ไขภาระค่าไฟฟ้าสาธารณะว่า ในวันพรุ่งนี้จะหารือร่วมกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมถึงการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อหาแนวทางบริหารงบประมาณวงเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท สำหรับดูแลค่าไฟฟ้าสาธารณะและไฟทางหลวง โดยจะพิจารณาว่าจะใช้งบประมาณหรือรายได้จากส่วนใด เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องรับภาระ ก่อนสรุปกรอบระยะเวลาและรายงานให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
