นายเอกชัย เรืองรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ได้อภิปรายในการประชุมร่วมรัฐสภาถึงปัญหาด้านเศรษฐกิจของประเทศว่า ขอให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ดูแลเรื่องค่าเงินบาท ปัจจุบันค่าเงินบาทไม่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก ไม่ว่าปัญหาเงินสีเทา การฟอกเงิน หรือการฟอกเงินผ่านทองคำ ถ้าเปรียบเทียบย้อนหลังไปเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งขึ้น 13 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อดูราคาข้าวไทยเทียบกับขาวของประเทศเวียดนามพบว่าข้าวไทยแพงกว่าข้าวเวียดนามประมาณ 6.1% ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนเงินอยู่ในจุดที่เหมาะสมสินค้าเกษตรหลายตัวของไทยสามารถส่งออกได้ ไม่นับรวมถึงอีกหลายอุตสาหกรรมจะส่งออกได้ดีขึ้น จึงขอฝากให้แก้ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าด้วย
นายเอกชัย กล่าวถึงเรื่องการใช้งบประมาณว่า 3.6 ล้านล้านบาทว่า ในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างขอให้ใช้เอกชนไทยให้มากที่สุด ใช้สินค้าในประเทศไทยให้มากที่สุด ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีปัญหาเอกชนที่ได้รับสิทธิ์ SME ไทยประมูลงาน แต่ไส้ในเป็นนอมินี หลายบริษัทถือหุ้นเพียง 25% แต่มีอำนาจครอบงำกิจการทั้งหมด แต่ใช้สิทธิ์ SME ไทย จึงขอฝากนายกฯช่วยดูด้วยเมื่อเราใช้เงินภาษีเราไปอัดฉีดแล้วจะต้องทำให้เอกชนไทยได้ประโยชน์จะทำให้เกิดการหมุนเวียนในประเทศไทย

นอกจากนั้น ฝากเรื่องการบริหารเงินวัดและเงินพระว่า มีความสำคัญในเรื่องการรักษาศรัทธาและสร้างความโปร่งใสให้สังคมไทย ขอฝากนายกฯผลักดันให้ 1 วัดหรือ 1 มูลนิธิมีเพียงแค่ 1 บัญชีเงินฝากจากทุกธนาคาร เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและขอให้ยกเลิกบัญชีส่วนตัวของพระ เพื่อให้เหลือแต่บัญชีพเงินวัดเท่านั้น
นายเอกชัย กล่าวว่า อีกเรื่องขอฝากเรื่อง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ นายกฯเป็นผู้ร่าง พ.ร.บนี้ตกค้างอยู่ที่ครม. ปัจจุบันเราได้สูญเสียอธิปไตยด้านแพลตฟอร์มไปแล้ว ในประเทศไทยไม่มีแพลตฟอร์มใหญ่ๆที่เป็นของคนไทย ทั้งที่มูลค่าเศรษฐกิจมีมูลค่าสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท จึงขอฝากนายกฯทำเรื่องพ.ร.บ.นี้ต่อให้สำเร็จ อย่างไรก็ตามความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทยจะ ไม่เกิดจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากการที่ประชาชนคนไทยทุกคนยืนยัหยัดได้อย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรี
