
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจัยกดดันสำคัญในขณะนี้มีทั้งปัญหางบประมาณค้างท่อจากช่วงการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ซึ่งคาดว่าจะนำมาใช้ในการรับซื้อน้ำนมดิบ รวมถึงแรงกดดันจากการเปิดเสรีทางการค้า (FTA) ที่ทำให้นมผงนำเข้าราคาถูกไหลเข้ามาแข่งขันในตลาดไทย
ขณะเดียวกัน ยังมีข้อเสนอปรับลดราคารับซื้อน้ำนมดิบจาก 21.09 บาทต่อลิตร เหลือ 19.06 บาทต่อลิตร เพื่อให้สามารถแข่งขันกับราคานมผงนำเข้าได้ ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจำนวนมากมองว่า ราคาดังกล่าวยังไม่สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ท่ามกลางภาระค่าไฟฟ้า น้ำมัน และปุ๋ยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด มีการประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม หรือ “มิลค์บอร์ด” ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และตัวแทนเกษตรกร เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน โดยที่ประชุมได้ติดตามโครงสร้างการผลิตน้ำนมดิบของประเทศในทุกมิติ ตั้งแต่กระบวนการผลิต การลดต้นทุน การแปรรูปผลิตภัณฑ์ การขนส่ง ไปจนถึงการส่งออก
พร้อมกันนี้ ยังมีข้อเสนอให้จัดทำระบบแดชบอร์ดติดตามสถานการณ์น้ำนมดิบของประเทศแบบเรียลไทม์ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการปริมาณน้ำนมในระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงต่อปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด
สำหรับข้อเสนอปรับลดราคารับซื้อน้ำนมดิบจาก 21 บาทต่อกิโลกรัม เหลือ 19 บาทต่อกิโลกรัมนั้น ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า จำเป็นต้องศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม พร้อมทั้งต้องสร้างความเข้าใจเรื่องการลดต้นทุนการผลิต ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในต่างประเทศที่ทำให้ต้นทุนพลังงานและปัจจัยการผลิตเพิ่มสูงขึ้น คาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในเร็ว ๆ นี้
ในส่วนของโครงการนมโรงเรียน ซึ่งมีรายงานว่าพบการลักลอบนำนมผงนำเข้ามาผสมเพื่อลดต้นทุนการผลิตนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยย้ำชัดว่า นมโรงเรียนต้องผลิตจากน้ำนมดิบภายในประเทศ 100% ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะต้องผ่านการตรวจสอบทุกขั้นตอน และหากตรวจพบว่ามีการผสมนมผงนำเข้า จะถูกยกเลิกโควตาการผลิตทันที
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมมิลค์บอร์ดยังเห็นชอบในหลักการต่อข้อเสนอให้ขยายระยะเวลาโครงการนมโรงเรียน เพื่อให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมครบ 365 วันต่อปี ซึ่งจะช่วยเพิ่มการใช้น้ำนมดิบภายในประเทศ และลดปัญหาน้ำนมล้นตลาด โดยเตรียมเสนอเข้าสู่วาระการประชุมคณะรัฐมนตรี หลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่
ส่วนมาตรการรับมือการนำเข้านมผงภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย และไทย–นิวซีแลนด์ กระทรวงเกษตรฯ เตรียมหารือร่วมกับภาคเอกชนในการเพิ่มช่องทางการแปรรูปผลิตภัณฑ์นม เพื่อดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินในระบบ ซึ่งภาคเอกชนได้แสดงความพร้อมที่จะร่วมมือทั้งด้านการแปรรูปและการพัฒนาผลิตภัณฑ์นมใหม่ ๆ
ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ยังกล่าวถึงปัญหาสภาพคล่องขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างภายในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการงบประมาณและเสริมสภาพคล่องทางการเงิน ก่อนเตรียมเสนอขออนุมัติกู้เงินจากคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดใหม่ในระยะต่อไป
