จี้รัฐเปิดทางนำเข้า 1 ล้านตันจากสหรัฐฯ ก่อนอุตสาหกรรมทรุด

สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย พร้อมด้วย 4 สมาคมพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรมปศุสัตว์และประมง ออกโรงแถลงข้อเท็จจริงกรณีการเสนอให้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกาปริมาณ 1 ล้านตัน ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) โดยยืนยันว่าเป็นมาตรการจำเป็นเพื่อรับมือแรงกดดันทางการค้าและแก้ปัญหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่กำลังขาดแคลนอย่างหนัก

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และเลขาธิการสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย เปิดเผยว่า การนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ มีความจำเป็นจาก 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การบรรเทาผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา และการแก้ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของไทย

นายพรศิลป์กล่าวว่า แม้ศาลฎีกาสหรัฐฯ จะมีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกบางส่วน แต่สหรัฐฯ ยังมีอำนาจตามกฎหมายการค้าปี 1974 มาตรา 122 ที่สามารถจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% และเพิ่มได้สูงสุดถึง 15% ทำให้ไทยจำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าและเปิดการเจรจาต่อเนื่องกับสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน ภาคปศุสัตว์ไทยยังต้องเผชิญภาวะขาดแคลนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดประมาณ 9 ล้านตันต่อปี แต่สามารถผลิตได้เพียง 5 ล้านตัน ส่งผลให้ขาดแคลนถึง 4 ล้านตัน ปัจจุบันมีการนำเข้าจากต่างประเทศประมาณ 3.2 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้าน 1.5 ล้านตัน และข้าวสาลีอีก 1.7 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องว่างความต้องการอีกเกือบ 9 แสนตันที่ยังไม่ได้รับการเติมเต็ม

“วันนี้ข้าวโพดไทยมีราคาเกิน 13 บาทต่อกิโลกรัม ถือเป็นราคาที่สูงที่สุดในโลก สวนทางกับราคาสินค้าปศุสัตว์ที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการแบกรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างหนัก” นายพรศิลป์กล่าว

ภาคอุตสาหกรรมระบุว่า สาเหตุสำคัญมาจากมาตรการควบคุมการนำเข้าที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะเงื่อนไขการนำเข้าข้าวโพดปลอดการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบกับสถานการณ์ภัยแล้งและฝนที่มาล่าช้า ส่งผลให้การเพาะปลูกข้าวโพดในประเทศล่าช้าตามไปด้วย และยิ่งซ้ำเติมภาวะตึงตัวของวัตถุดิบอาหารสัตว์

สำหรับข้อเสนอให้ใช้วัตถุดิบคาร์โบไฮเดรตภายในประเทศ เช่น ข้าวเปลือก ปลายข้าว รำข้าว หรือมันสำปะหลัง มาทดแทนข้าวโพดทั้งหมดนั้น นายพรศิลป์ยืนยันว่า ภาคอุตสาหกรรมมีการใช้วัตถุดิบเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ไม่สามารถทดแทนข้าวโพดได้ทั้งหมด เนื่องจากข้อจำกัดด้านโภชนาการ ความปลอดภัย และความต้องการของตลาด

ยกตัวอย่างเช่น อาหารไก่ไข่จำเป็นต้องใช้สารสีธรรมชาติจากข้าวโพดเพื่อให้ไข่แดงมีสีสันตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ขณะที่ปลายข้าวและมันสำปะหลังไม่มีคุณสมบัติดังกล่าว ทำให้ผู้ผลิตต้องใช้สารสีสังเคราะห์เพิ่มเติม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

นอกจากนี้ ภาคปศุสัตว์ยังมองว่าการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ จะช่วยลดต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปศุสัตว์และประมง รวมถึงช่วยพยุงราคาสินค้าโปรตีนสำหรับผู้บริโภคในประเทศ

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือข้อกังวลเกี่ยวกับพืชดัดแปลงพันธุกรรม หรือ GMO โดยสมาพันธ์ฯ ยืนยันว่า พืช GMO ถูกใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ทั่วโลกมาอย่างยาวนาน รวมถึงประเทศไทยที่มีการนำเข้าถั่วเหลือง GMO มากว่า 30 ปี โดยไม่พบผลกระทบเชิงลบต่อผู้บริโภคหรือการส่งออกสินค้าเกษตรไทย

พร้อมกันนี้ยังโต้แย้งกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ระบุว่าการนำเข้าถั่วเหลือง GMO เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พื้นที่ปลูกถั่วเหลืองในประเทศลดลง โดยชี้ว่าความเป็นจริงมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งข้อจำกัดด้านสภาพภูมิอากาศ คุณภาพเมล็ดพันธุ์ ประสิทธิภาพการผลิต การจัดการหลังเก็บเกี่ยว และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของการเพาะปลูก ซึ่งได้รับการยืนยันจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องแล้ว

ทั้งนี้ สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยระบุว่า หากข้อเสนอการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ ยังไม่ได้รับการตอบรับจากกระทรวงพาณิชย์ จะเดินหน้าเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในเร็ว ๆ นี้ เพื่อผลักดันให้เกิดการพิจารณาอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุนที่กำลังถาโถมใส่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยอย่างหนักในขณะนี้