บสย.คลอด 3 ยุทธศาสตร์เหล็ก ลุยล้างบางมิจฉาชีพ-ดัน SMEs ขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งในใจ

บสย.เดินหน้าเครื่องยนต์เศรษฐกิจเต็มสูบ เปิดแผนยุทธศาสตร์ไตรมาส 4 ยาวถึงปี 2570 มุ่งสู่การเป็น “ที่ 1 ในใจลูกค้า” พร้อมผนึกกำลังเครือข่ายทั่วประเทศอุ้ม SMEs ทุกมิติ

บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เดินหน้าเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากครั้งใหญ่ ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. เปิดห้องประชุมประชุมสายงานบริหารช่องทางและพัฒนาผู้ประกอบการ พร้อมด้วย นายกิตติพงษ์ บุรณศิริ รองผู้จัดการทั่วไป, ผู้บริหารฝ่ายกิจการสาขา 1, ฝ่ายกิจการสาขา 2, ฝ่ายส่งเสริมลูกค้าและพัฒนาผู้ประกอบการ และผู้จัดการสำนักงานเขตทั้ง 11 แห่งทั่วประเทศ เพื่อมอบนโยบายและแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs พร้อมกำหนดแผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนในไตรมาส 4 ปี 2569 และเตรียมความพร้อมเต็มสูบสำหรับปี 2570

สำหรับ การกำหนดทิศทางการดำเนินงานในครั้งนี้ บสย. ได้วาง 3 ภารกิจหลักสำคัญ ได้แก่ การค้ำประกันสินเชื่อ, การบริหารจัดการหนี้ และการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs พร้อมกันนี้ “ดร.สิทธิกร” ได้มอบ 3 นโยบายเร่งด่วนเพื่อเป็นเข็มทิศให้กับการทำงานของทีมงานทั่วประเทศ ประกอบด้วย:

  1. มุ่งสู่การเป็น “ที่ 1 ในใจลูกค้า”: เน้นย้ำความรวดเร็ว รอบคอบ และผลักดันให้ทีมงานก้าวสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญ (Customer Specialist) ที่พร้อมดูแลลูกค้าแบบรอบด้าน ทั้งการให้คำปรึกษา การบริหารจัดการหนี้ และการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม ผ่านมาตรการปรับโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืน
  2. สร้างความมั่นใจด้วยระบบยืนยันตัวตน (e-KYC): เพื่อป้องกันความกังวลเรื่องภัยมิจฉาชีพ บสย. ได้ยกระดับความปลอดภัยด้วยระบบยืนยันตัวตน พร้อมสร้างการรับรู้ตั้งแต่วันแรกที่ได้รับการอนุมัติค้ำประกัน ผ่านการร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสถาบันการเงินในการสื่อสารตั้งแต่ขั้นตอนสมัครสินเชื่อ มีทีมคอยติดตามสถานะ และเคียงข้าง SMEs ด้วยบริการที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อเสริมศักยภาพในทุกมิติ
  3. ยกระดับการให้บริการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI: นำนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อเปิดโอกาสให้ SMEs รายย่อย และผู้ประกอบการอาชีพอิสระ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น รวมถึงช่วยบริหารจัดการหนี้ได้อย่างยั่งยืน

“ทิศทางจากนี้ บสย. จะมุ่งยกระดับการดูแลลูกค้า โดยวางแผนพัฒนาบริการและช่องทางการช่วยเหลือ SMEs ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือ การรวมพลังเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงการทำงานระหว่างผู้บริหาร ทีมส่วนกลาง และทีมสำนักงานเขตทั่วประเทศเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานและมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน” ดร.สิทธิกร กล่าวทิ้งท้าย