‘ศุภจี’ เร่งเครื่องเจรจา FTA ไทย–EU ชิงโอกาสส่งออก-ดึงลงทุน

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ประกอบด้วย นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และนางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เดินทางเยือนกรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม เพื่อหารือกับนายมารอส เซฟโควิช กรรมาธิการยุโรปด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และนายคริสตอฟ ฮันเซน กรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและอาหาร เร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–สหภาพยุโรป (EU) ให้มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

นางศุภจีกล่าวว่า การเร่งผลักดัน FTA ไทย–EU เป็นหนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาล เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยทั้งไทยและสหภาพยุโรปเห็นพ้องว่า การยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน กระจายความเสี่ยงทางการค้า และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจร่วมกันในระยะยาว

สำหรับการหารือด้านการค้า ทั้งสองฝ่ายได้เร่งเดินหน้าประเด็นที่มีความพร้อม เพื่อผลักดันให้สามารถสรุปผลเพิ่มเติมได้ในการเจรจารอบที่ 9 และเตรียมเข้าสู่การหารือในประเด็นสำคัญช่วงท้ายของการเจรจา โดยหัวข้อหลักประกอบด้วย การเปิดตลาดสินค้า การค้าบริการและการลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) และทรัพย์สินทางปัญญา

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า การเจรจาจะต้องคำนึงถึงระดับความพร้อมของแต่ละประเทศ รวมถึงประเด็นอ่อนไหว เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับประโยชน์สาธารณะ พร้อมติดตามความคืบหน้าระหว่างคณะเจรจาอย่างใกล้ชิดก่อนการประชุมรอบถัดไป

ในส่วนของการหารือด้านการเกษตร ไทยและสหภาพยุโรปต่างยอมรับว่า สินค้าเกษตรและมาตรการ SPS ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเจรจา โดยฝ่ายสหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ ขณะที่ไทยยืนยันว่า ภาคเกษตรเป็นประเด็นอ่อนไหวของทั้งสองฝ่าย จำเป็นต้องหาแนวทางที่สมดุลและเป็นประโยชน์ร่วมกัน

นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ซึ่งยังต้องเจรจารายละเอียดเพิ่มเติม เนื่องจากมีสินค้าหลายรายการที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของเกษตรกรทั้งไทยและยุโรป

นางศุภจีย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้าเร่งรัดการเจรจา FTA ไทย–EU ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยมุ่งปิดประเด็นที่มีความพร้อมควบคู่กับการเจรจาประเด็นคงค้างอย่างสร้างสรรค์ ภายใต้หลักการรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีฉบับนี้ได้อย่างทั่วถึง

ปัจจุบันการเจรจา FTA ไทย–EU ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรครอบคลุม 7 ประเด็น ได้แก่ การค้าสินค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรการ SPS อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า ทรัพย์สินทางปัญญา การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน และระบบอาหารที่ยั่งยืน

ล่าสุด ทั้งสองฝ่ายสามารถสรุปผลการเจรจาได้แล้ว 4 ประเด็น ได้แก่ การค้าสินค้าในส่วนของข้อบท อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน และระบบอาหารที่ยั่งยืน ขณะที่กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรการ SPS ทรัพย์สินทางปัญญา และการเปิดตลาดสินค้า ยังอยู่ระหว่างการเจรจา

ปัจจุบัน สหภาพยุโรปเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย โดยในปี 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 45,033.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 6.58 ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของไทย ส่วนการค้าสินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูประหว่างไทยกับสหภาพยุโรปมีมูลค่าประมาณ 2.01 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าประมาณ 940 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความสำคัญของตลาดยุโรปในฐานะตลาดส่งออกสำคัญ และเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลเร่งผลักดันการเจรจา FTA ให้บรรลุผล เพื่อเปิดโอกาสทางการค้า การลงทุน และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว