
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานของท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี พร้อมมอบนโยบายแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) โดยมี นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และว่าที่ร้อยตรีรัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. พร้อมคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ
การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่สำคัญที่สุดของประเทศ และเป็นกลไกหลักในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยในอนาคต

นายสรรเพชญ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการติดตามผลต่อเนื่องจากการมอบนโยบายเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา โดยต้องการรับฟังข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานโดยตรง ทั้งในด้านความคืบหน้า ปัญหา และอุปสรรคที่ยังคงเป็นข้อท้าทายของโครงการ
“ท่าเรือแหลมฉบังคือประตูการค้าสำคัญของประเทศ การดำเนินโครงการระยะที่ 3 ต้องมีความชัดเจนในทุกมิติ ทั้งด้านพื้นที่ก่อสร้าง ประเด็นทางเทคนิค ข้อสัญญา และความร่วมมือกับคู่สัญญา ทุกขั้นตอนต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องไม่ทำให้รัฐเสียประโยชน์” นายสรรเพชญ กล่าว

ด้านว่าที่ร้อยตรีรัฐกร รายงานว่า ภาพรวมความคืบหน้าของโครงการ ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 งานก่อสร้างทางทะเลมีความคืบหน้าแล้วร้อยละ 95.57 ขณะที่งานระบบสาธารณูปโภคมีความคืบหน้าร้อยละ 19.82 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปรับแบบและแก้ไขสัญญา ซึ่งจะต้องเสนอให้คณะกรรมการ กทท. พิจารณาตามขั้นตอน
สำหรับประเด็นการส่งมอบพื้นที่ในส่วนของท่าเทียบเรือ F และระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง คณะทำงานของ กทท. ได้หารือร่วมกับบริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด อย่างต่อเนื่อง เพื่อหาข้อยุติที่เหมาะสม โดยบริษัทได้ชี้แจงข้อมูลทางเทคนิค ประมาณการค่าใช้จ่าย และผลกระทบที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ กทท. ได้รวบรวมข้อมูลจากทุกฝ่าย รวมถึงประสานผู้ออกแบบโครงการเพื่อขอข้อมูลเชิงวิศวกรรมเพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นคุณภาพงานถมทะเลในพื้นที่ F1 และ F2

นอกจากนี้ กทท. เตรียมขอความเห็นทางวิชาการจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา ก่อนกำหนดแนวทางดำเนินการในขั้นตอนต่อไป โดยคาดว่าท่าเทียบเรือ F1 จะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปี 2574
ขณะเดียวกัน ประเด็นข้อเรียกร้องต่าง ๆ ของคู่สัญญาอยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายกฎหมาย กทท. ท่าเรือแหลมฉบัง และที่ปรึกษากฎหมาย เพื่อให้ทุกกระบวนการเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

นายสรรเพชญ ยังได้กำชับให้ กทท. เร่งเดินหน้างานในส่วนที่สามารถดำเนินการได้ทันที ควบคู่กับการเร่งหาข้อยุติในประเด็นที่ยังค้างอยู่ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อแผนงานโดยรวมของโครงการ พร้อมยืนยันว่าทุกการตัดสินใจต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการ ความถูกต้องตามกฎหมาย และผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ
นอกจากการติดตามโครงการระยะที่ 3 แล้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมยังได้มอบนโยบายเร่งด่วนปี 2569 เพื่อแก้ปัญหาความแออัดและยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการของท่าเรือแหลมฉบัง โดยสั่งการให้บริหารพื้นที่ Buffer Zone กว่า 127 ไร่ เป็นลานพักรถบรรทุกก่อนเข้าสู่ท่าเรือ เพื่อลดปัญหาการจอดรอสะสมบนถนนสายหลัก

พร้อมกำชับผู้ประกอบการท่าเทียบเรือรักษามาตรฐานการระบายรถผ่านจุด Sub Gate ไม่น้อยกว่า 50 คันต่อชั่วโมง และนำพื้นที่ SRTO มาใช้รองรับตู้สินค้าขาออก เพื่อลดความแออัดในลานพักตู้ของภาคเอกชน รวมถึงบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอด 24 ชั่วโมง และนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยบริหารจัดการจราจรและคิวรถอย่างเป็นระบบ
สำหรับแผนระยะยาว กระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้เร่งจัดทำ Master Plan พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือ ปรับโครงสร้างอัตราค่าภาระ ลดปัญหาตู้สินค้าคงค้าง เร่งรัดโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 และผลักดันให้สัดส่วนการขนส่งทางรางระหว่างไอซีดีลาดกระบังกับท่าเรือแหลมฉบังเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ควบคู่กับการส่งเสริมการขนส่งทางน้ำภายในประเทศ เพื่อลดปริมาณรถบรรทุกบนท้องถนน

มาตรการทั้งหมดถูกวางเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ไทย ลดต้นทุนการขนส่ง และเสริมศักยภาพท่าเรือแหลมฉบังในฐานะ “ประตูการค้าหลักของประเทศ” รองรับการเติบโตของการค้าและการลงทุนในอนาคต ท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้นในระดับภูมิภาคและระดับโลก

