
ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธาน สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นายศุภศักดิ์ รุ่งเจิดฟ้า ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย นายธนานันต์ เหลืองเรืองธนา ที่ปรึกษา สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย นายอนุชิต เพชรกำแพง เลขาธิการ สมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย นางสุนีย์ ภูติวณิชย์ นายกสมาคมขนส่งแหลมฉบังชลบุรี นายจิระเดช ห้วยหงษ์ทอง นายกสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย เข้าพบ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อหารือมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในช่วงสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ณ อาคาร 150 ปี ชั้น 20 กระทรวงการคลัง ถนนพระราม 6 กรุงเทพฯ
นายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังเข้าพบนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง สหพันธ์ได้เสนอให้รัฐบาลนำวงเงินส่วนหนึ่งจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มาใช้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานสะอาดในภาคการขนส่งโดยตรง ผ่านการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ที่อัตรา 1% เป็นระยะเวลา 5 ปี ข้อเสนอดังกล่าวถูกยื่นโดยตรงต่อ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระหว่างการหารือมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการภาคขนส่ง และโลจิสติกส์ ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน หลังเผชิญวิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางและเสนอมาตรการการช่วยเหลือผู้ประกอบภาคขนส่งและโลจิสติกส์ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤต ว่า ในช่วงการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากฟอสซิล สู่พลังงานสะอาด ปัญหาหลักคือต้นทุนที่สูงขึ้น โดยรถบรรทุกหัวลากที่เป็นเครื่องยนต์สันดาป ปกติมีราคาประมาณ 3 ล้านกว่าบาท แต่รถบรรทุกอีวี มีราคาสูงถึง 5 ล้านบาท จึงได้เสนอให้รัฐบาลสนับสนุนซอฟต์โลน (Soft Loan) หรือเงินทุนดอกเบี้ยต่ำในอัตรา 1% เป็นระยะเวลา 5 ปี เพื่อให้คุ้มค่าต่อการลงทุนเปลี่ยนผ่านพลังงาน หรือให้เงินสนับสนุนในโครงการนำร่อง
นายทองอยู่ ยังได้เสนอให้รัฐบาลดูแลโครงสร้างค่าไฟฟ้า สำหรับสถานีชาร์จ เนื่องจากเป็นต้นทุนสำคัญ และทางผู้ประกอบการ มองว่า การใช้รถอีวีเบื้องต้นจะดำเนินการได้ในกลุ่มรถวิ่งระยะสั้นไม่เกิน 300 กิโลเมตร แต่สำหรับการวิ่งระยะไกล ยังมีข้อจำกัดเรื่องสถานีชาร์จที่ไม่เพียงพอสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งใช้เวลาชาร์จนานถึง 1-1.5 ชั่วโมง พร้อมเสนอให้มีระบบ Mobile Charger (ตัวชาร์จเคลื่อนที่) เพื่อแก้ปัญหารถไฟฟ้าหมดกลางทาง และป้องกันปัญหาจราจร
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอปรับปรุงกฎหมายพิกัดน้ำหนักรถบรรทุกอีวี เนื่องจากแบตเตอรี่ทำให้รถมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากรถปกติประมาณ 2 ตัน หากไม่แก้ไข จะทำให้ผู้ประกอบการทำผิดกฎหมาย เนื่องจากน้ำหนักเกิน โดยเสนอให้ไทยปรับเกณฑ์ตามมาตรฐานในอังกฤษและยุโรปที่ให้เพิ่มน้ำหนักรถบรรทุกอีวี ได้อีก 2-4 ตัน หลังจากนี้ รัฐบาลคงนำข้อเสนอไปพิจารณาและจัดทำเป็นมาสเตอร์แพลน (Master Plan) ที่เป็นรูปธรรม โดยได้มีการหารือกับทางรัฐบาลอีกครั้ง
นายทองอยู่ กล่าวถึงโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ว่า ต้องไปดูว่าตอบโจทย์หรือไม่ เพราะยังมีข้อจำกัดในเรื่องของซากรถเก่า ที่จะกลายเป็นขยะในอนาคตได้ ซึ่งในประเทศไทยอาจไม่เหมือนยุโรปที่มีสุสานรถ ที่จะมีกระบวนการกำจัดซากรถเก่าโดยไม่ปล่อยให้เป็นมลภาวะ
ด้าน ดร.เอกนิติ รับฟังข้อเสนอทั้งหมด และระบุว่าจะนำไปหารือภายในร่วมกับคณะทำงาน รวมถึงหารือกับสถาบันการเงินและหน่วยงานด้านพลังงาน เพื่อหาแนวทางสนับสนุนทั้งด้านสินเชื่อและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าต่อไป
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปหรือมาตรการที่ชัดเจน โดยภาครัฐจะเชิญสหพันธ์ฯ กลับเข้าหารืออีกครั้งหลังได้ข้อสรุปในระดับหนึ่ง เพื่อหาแนวทางที่สามารถตอบโจทย์และช่วยเหลือผู้ประกอบการได้จริงในระยะต่อไป
นายศุภศักดิ์ รุ่งเจิดฟ้า ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีที่ กกร. สำรวจความโปร่งใสของภาครัฐ โดยผลสำรวจระบุว่ามีการ จ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีชื่อถึง 10 หน่วยงานที่ถูกระบุอยู่ในผลการสำรวจ เรื่องนี้ทางสหพันธ์ เห็นด้วยว่าเป็นเรื่องจริง ท่านนายกรัฐมนตรีควรจะเอาหน่วยงานที่มีชื่อเกี่ยวข้องมาตรวจสอบ ว่ามันมีจริงหรือไม่ เพราะชี้แจงได้ ในทางตรงข้ามหากตรวจสอบแล้วไม่มีหลักฐานก็จะฟ้องกลับ มันค้านกับนโยบายท่าน ซึ่งควรใช้โอกาสนี้แสดงความจริงจัง จริงใจในการปราบคอรัปชั่น น่าจะสร้างความชัดเจนในเรื่องการแก้ไของค์กรให้โปร่งใส
นายศุภศักดิ์ ยังกล่าวในฐานะ ตัวแทนผู้ประกอบการขนส่ง ที่ต่อสู้กับการเลิกจ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่รัฐทุกรูปแบบ ตั้งแต่ปี 2546 มาจนถึงปัจจุบัน ส่วยก็ยังไม่หมดไป และก็จะมีเจ้าหน้าที่บางคนเข้าไปเกี่ยวข้อง เรื่องแบบนี้ต้องรีบตรวจสอบ ล่าสุดไม่กี่วัน มีเรื่องส่วยสติกเกอร์กลับมาขายกันในราคาหลักหมื่น ทั้งแถบจังหวัด ภาคอีสาน และภาคตะวันออก
ส่วนประเด็นเรื่องส่วยที่มาจากการเสนอให้ เรื่องนี้มองว่าผู้รับก็ต้องมีความผิดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีการเสนอให้ เจ้าหน้าที่รัฐไม่ควรต้องรับผลประโยชน์ใดๆ เมื่อรับย่อมผิด การพูดเรื่องเสนอให้ดูเป็นการปกป้ององค์กรแบบผิดๆ จนลืมความยุติธรรมของประชาชน ที่ปัจจุบันโดยบุคคลของภาครัฐบางส่วนรังแก
