
เวที EABC เปิดปมสินค้าเถื่อนเชื่อมช่องโหว่ทุจริต ยกผลสำรวจบุหรี่ผิดกฎหมายแตะ 28% ประเมินรัฐสูญภาษีกว่า 4 หมื่นล้านบาทต่อปี เร่งบูรณาการปราบทั้งออนไลน์และชายแดน
เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 สมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ หรือ (European Association for Business and Commerce หรือ EABC) เปิดเวทีเสวนาใหญ่กระตุกต่อมสำนึกภาครัฐ ชงยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการค้าผิดกฎหมายและการส่งเสริมความโปร่งใสให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ชี้มหันตภัยสินค้าลักลอบและสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งอาหาร ผลิตภัณฑ์ยาสูบ ผลิตผลทางการเกษตร และยา กำลังกัดกร่อนระบบเศรษฐกิจ ทำลายหลักนิติธรรม บิดเบือนการแข่งขัน และสั่นคลอนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ พร้อมจี้รัฐเร่งบูรณาการข้อมูลผ่านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และร่วมมือกับประชาคมอาเซียนปิดตายช่องโหว่คอร์รัปชันอย่างเบ็ดเสร็จ
เวทีเสวนาดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “การบูรณาการมาตรการต่อต้านการค้าผิดกฎหมายและการส่งเสริมความโปร่งใสของภาครัฐ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และความร่วมมือระดับอาเซียน” ณ โรงแรมโอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนระดับสูงจากกระทรวงพาณิชย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมสรรพสามิต สำนักงาน ป.ป.ท. รวมถึงภาคธุรกิจยุโรปและนักวิชาการเข้าร่วมระดมสมองอย่างคับคั่ง

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดการสัมมนาว่า การค้าผิดกฎหมายเป็นความท้าทายข้ามพรมแดน กระทบทั้งเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงของรัฐ และเป้าหมายการเติบโตด้านการค้าและการลงทุนอย่างยั่งยืน รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยยกระดับความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค บนหลักความไว้วางใจ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ
รัฐบาลยังมุ่งปรับปรุงกฎระเบียบและกระบวนการอนุมัติให้รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรม ลดภาระที่ไม่จำเป็น พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อผู้ประกอบการสุจริต รวมทั้งทำงานร่วมกับอาเซียน สหภาพยุโรป และประเทศหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ เพื่อให้การปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายและการทุจริตเกิดผลชัดเจนและวัดผลได้

ด้าน นางภารณี อดุลยพิเชษฐ์ ประธาน EABC กล่าวว่า การค้าผิดกฎหมายในประเทศไทยมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งการลักลอบนำเข้าสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี การจำหน่ายสินค้าปลอมและสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงการขยายเครือข่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจถูกต้องต้องเผชิญการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะ คือ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ซึ่งมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรในการปกป้องสิทธิและรับมือสินค้าผิดกฎหมาย ขณะที่ภาครัฐต้องสูญเสียรายได้ภาษี และยังมีความเสี่ยงเกิดการทุจริตแทรกอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย
นางภารณีระบุว่า การค้าข้ามพรมแดนเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและหลายประเทศ การให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับมือเพียงลำพังจึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ครอบคลุม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีระบบบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเชื่อมการทำงานระหว่างหน่วยงานได้จริง เพราะปัญหานี้กระทบถึงโครงสร้างเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ขณะที่ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ความเชื่อมโยงของการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ทำให้รูปแบบการลักลอบนำเข้า การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และการจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมายมีความซับซ้อน และดำเนินการได้ผ่านหลายช่องทาง
ความร่วมมือระดับอาเซียนจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูลนำเข้า–ส่งออก การประสานงานของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และการพัฒนามาตรการตรวจสอบร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามและสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายข้ามพรมแดน พร้อมสร้างความโปร่งใสในระบบการค้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันและการดึงดูดการลงทุนระยะยาว
ผู้ร่วมเสวนายังเสนอให้รัฐบาลกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบและกลไกประสานงานระดับชาติให้ชัดเจน ปฏิรูปการทำงานร่วมกันระหว่างผู้กำหนดนโยบายกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย พร้อมปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อรูปแบบการค้าที่เปลี่ยนไป

มาตรการสำคัญประกอบด้วย การใช้ระบบวิเคราะห์ความเสี่ยง หรือ Risk Profiling เพื่อตรวจสอบสินค้านำเข้าและสินค้าผ่านแดน การเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ตลอดจนการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและประเมินความเสี่ยง รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายทั้งบนแพลตฟอร์มออนไลน์และในช่องทางค้าปลีก
นอกจากนี้ ยังเสนอให้เปิดบทบาทภาคเอกชนและภาควิชาการมากขึ้น ควบคู่กับความร่วมมือแบบรัฐต่อรัฐ โดยเฉพาะในประชาคมอาเซียน และยกระดับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวทางการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป รวมถึงมาตรฐานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เพื่อปิดช่องโหว่การค้าผิดกฎหมายและการทุจริตอย่างเป็นระบบ
สำหรับตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นในเวที คือ ปัญหาบุหรี่เถื่อน โดยข้อมูลที่นำเสนออ้างอิงผลสำรวจซองบุหรี่เปล่า หรือ Empty Pack Survey: EPS ไตรมาสแรกของปี 2569 ระบุว่า บุหรี่เถื่อนมีสัดส่วนถึง 28% ของตลาดบุหรี่ในประเทศไทย พร้อมประเมินว่ารัฐสูญเสียรายได้ภาษีจากปัญหาดังกล่าวมากกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี

รศ.ดร.ถิรภาพ ฟักทอง จากศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยผลการศึกษาผลกระทบของระบบภาษีสรรพสามิตบุหรี่แบบอัตราเดียวต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยระบุว่า โครงสร้างภาษีแบบสองอัตราที่ใช้ในการศึกษา กำหนดภาษีตามมูลค่า 25% สำหรับบุหรี่ราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 72 บาทต่อซอง และ 42% สำหรับบุหรี่ราคาสูงกว่า 72 บาทต่อซอง
ผลการศึกษาชี้ว่า โครงสร้างดังกล่าวเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดช่องว่างด้านราคา และเป็นแรงขับให้ตลาดนอกระบบขยายตัว จึงเสนอให้ปรับภาษีเป็นอัตราเดียว ควบคู่กับการยกระดับการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดบุหรี่ผิดกฎหมายในระยะยาว

แบบจำลองสถานการณ์ในการศึกษาระบุว่า หากใช้ภาษีตามมูลค่าอัตราเดียวที่ 25% พร้อมปรับเพิ่มภาษีตามปริมาณ 0.05 บาทต่อมวนทุก 2 ปี และเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปราม 0.5% ต่อปี ปริมาณบุหรี่ผิดกฎหมายในปี 2588 จะลดลงจากค่าฐานในแบบจำลอง 66.7 ล้านซองต่อปี เหลือ 62.6 ล้านซองต่อปี หรือลดลงประมาณ 6.1%
ส่วนกรณีเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามเป็น 1% ต่อปี แบบจำลองคาดว่าปริมาณบุหรี่ผิดกฎหมายจะลดลงเหลือ 56.2 ล้านซองต่อปี หรือลดลงประมาณ 15.7% ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลคาดการณ์ภายใต้สมมติฐานของการศึกษา
เวทีสัมมนาย้ำว่า การแก้ปัญหาการค้าผิดกฎหมายต้องเดินหน้าให้ไกลกว่าการจับกุมและยึดสินค้า โดยต้องเชื่อมกับการปฏิรูปกลไกธรรมาภิบาลทางเศรษฐกิจ ปิดช่องทุจริต และทำให้การบังคับใช้กฎหมายโปร่งใส เพื่อปกป้องรายได้รัฐ สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และยกระดับความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในฐานะจุดหมายด้านการค้าและการลงทุนของภูมิภาค

