
จากไร่อ้อยและมันสำปะหลังที่ต้องเผชิญกับความผันผวนของราคา รวมถึงต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี วันนี้พื้นที่เกษตรในตำบลทุ่งโป่ง อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ได้ถูกพลิกโฉมเป็นแหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอมขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัด และถือเป็นหนึ่งในแหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่ใหญ่ที่สุดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สร้างรายได้มั่นคงให้กับเกษตรกรจากการ “ปลูกครั้งเดียว เก็บเกี่ยวได้นานกว่า 20 ปี”
เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามความสำเร็จของเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่ตำบลทุ่งโป่ง โดยพบกับ นายบุญหยด นาเมืองรักษ์ อายุ 65 ปี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมตำบลทุ่งโป่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการเปลี่ยนพื้นที่ปลูกอ้อยและมันสำปะหลังมาสู่สวนมะพร้าวน้ำหอมเชิงพาณิชย์

นายบุญหยด เปิดเผยว่า ครอบครัวมีที่ดินทำกินกว่า 40 ไร่ เดิมใช้ปลูกข้าว อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นพืชที่ต้องมีการปรับปรุงและรื้อถอนพื้นที่ปลูกอยู่เป็นประจำทุกปี กระทั่งในปี 2558 ได้เข้ารับการอบรมความรู้เกี่ยวกับการปลูกมะพร้าวน้ำหอมจากหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง ร่วมกับภาคเอกชนและสถาบันปิดทองหลังพระ ทำให้เห็นถึงศักยภาพของพืชชนิดนี้ที่สามารถสร้างรายได้ระยะยาว
ด้วยความเชื่อมั่นในแนวทางดังกล่าว จึงตัดสินใจรื้อพื้นที่ปลูกอ้อยและมันสำปะหลังจำนวน 3 ไร่ในปี 2561 เพื่อปลูกมะพร้าวน้ำหอม โดยได้รับพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมจากอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ผ่านการสนับสนุนของสำนักงานเกษตรจังหวัดขอนแก่น

หลังจากปลูกได้เพียงไม่กี่ปี ต้นมะพร้าวเริ่มให้ผลผลิต สามารถเก็บผลส่งจำหน่ายผ่านกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมตำบลทุ่งโป่ง ซึ่งมีโรงคัดแยกผลผลิตและแบ่งเกรดก่อนส่งจำหน่ายไปยังห้างสรรพสินค้าในจังหวัดขอนแก่น โดยในระยะแรกสามารถเก็บผลผลิตได้ครั้งละประมาณ 3,000 ลูก ทุก 21 วัน และมีการรับประกันราคารับซื้อจากกลุ่มในราคาลูกละ 10 บาท
“จุดเด่นของมะพร้าวน้ำหอมคือปลูกครั้งเดียว สามารถเก็บผลผลิตขายได้นานถึง 20 ปี ไม่ต้องรื้อแปลงปลูกใหม่ทุกปีเหมือนพืชไร่ชนิดอื่น ช่วยลดต้นทุนและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง” นายบุญหยด กล่าว

ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมตำบลทุ่งโป่ง มีสมาชิก 90 ราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกกว่า 250 ไร่ ถือเป็นแปลงปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดขอนแก่นและภาคอีสาน
อย่างไรก็ตาม ประธานกลุ่มวิสาหกิจฯ ย้ำว่า “น้ำ” คือปัจจัยสำคัญที่สุดในการปลูกมะพร้าวน้ำหอม เนื่องจากต้นมะพร้าวต้องได้รับน้ำอย่างเพียงพอจึงจะสามารถออกดอกและติดผลได้ดี โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ซึ่งเป็นช่วงอากาศร้อนจัด หากให้น้ำไม่เพียงพอ มะพร้าวจะออกดอกน้อย ผลลีบ แห้ง และร่วงก่อนกำหนด
“ชาวสวนมะพร้าวทุกคนจำเป็นต้องมีแหล่งน้ำของตัวเอง โดยเฉพาะน้ำบาดาล เพราะหากขาดน้ำ ผลผลิตจะลดลงทันที แต่หากมีน้ำเพียงพอ มะพร้าวจะให้ผลดก ผลสวย และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง” นายบุญหยด กล่าว

ด้าน นางวันทอง แสนงาม อายุ 60 ปี เจ้าของสวนมะพร้าวน้ำหอมบ้านทรัพย์สมบูรณ์ ตำบลทุ่งโป่ง เล่าว่า เดิมพื้นที่ดังกล่าวเคยปลูกหน่อไม้ฝรั่งและว่านหางจระเข้ แต่ต้องเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ทั้งการขาดแคลนแรงงานและปัญหาด้านตลาดรับซื้อ ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินใจโค่นพืชเดิมทั้งหมด และหันมาปลูกมะพร้าวน้ำหอมในปี 2560 ก่อนจะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในช่วง 3-4 ปีต่อมา
ปัจจุบันสวนสามารถเก็บผลมะพร้าวน้ำหอมได้ครั้งละประมาณ 3,000-4,000 ลูก ส่งจำหน่ายผ่านโรงคัดแยกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมตำบลทุ่งโป่ง ซึ่งมีระบบประกันราคารับซื้อ ช่วยสร้างความมั่นใจให้เกษตรกร

นางวันทอง กล่าวว่า การปลูกมะพร้าวน้ำหอมถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรื้อแปลงปลูกใหม่ทุกปี อีกทั้งยังสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตสร้างรายได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี จึงมีแผนขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 1 ไร่ พร้อมติดตั้งระบบสปริงเกอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้น้ำ
“หัวใจสำคัญของการปลูกมะพร้าวน้ำหอมคือน้ำ โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนที่อากาศร้อนจัด หากให้น้ำไม่เพียงพอ ลูกมะพร้าวจะร่วงเสียหาย แต่หากดูแลทั้งเรื่องน้ำและปุ๋ยอย่างเหมาะสม ต้นมะพร้าวก็จะออกดอกออกผลให้เก็บขายได้ตลอดทั้งปี และสร้างรายได้ต่อเนื่องไปอีกหลายสิบปี” นางวันทอง กล่าว
ข่าว/ภาพ ; จักรพันธ์ นาทันริ ผู้สื่อข่าวจังหวัดขอนแก่น




