น้ำมันพุ่ง-เรือจอด! ประมงไทยวิกฤตหนักต้นทุนทะยานสองเท่าจ่อเลิกจ้าง-อาหารทะเลแพง

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม นายสุรเดช นิลอุบล นายกสมาคมประมงสงขลา เปิดเผยว่า เรือประมงสมาชิกที่ทยอยกลับเข้าฝั่งในช่วงนี้ ต่างส่งสัญญาณชัดเจนว่าอาจ “ไม่ออกเรือ” ในรอบถัดไป เนื่องจากราคาน้ำมันเขียวปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

“เมื่อ 10–15 วันก่อน น้ำมันยังอยู่แค่ลิตรละ 18–20 บาท แต่วันนี้ราคาหน้าคลังพุ่งไปถึง 39.39 บาทต่อลิตร ต้นทุนเพิ่มขึ้นแทบเท่าตัวในเวลาอันสั้น” นายสุรเดชกล่าว

ทั้งนี้ ค่าน้ำมันถือเป็นต้นทุนหลักของการทำประมง เมื่อราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ขณะที่ราคาสัตว์น้ำหน้าท่ายังทรงตัว ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับภาระได้ นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิงซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลง

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ประกอบการยังต้องรับภาระค่าแรงลูกเรือตามกฎหมาย แม้เรือจะจอดนิ่งไม่ได้ออกทะเล ส่งผลให้หลายรายเริ่มพิจารณาลดต้นทุนด้วยการ “เลิกจ้างแรงงาน” ซึ่งอาจกระทบต่อแรงงานในภาคประมงเป็นวงกว้าง

ขณะเดียวกัน ภาคประมงไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ยิ่งซ้ำเติมความสามารถในการแข่งขันให้ถดถอยลง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แนวโน้มการ “จอดเรือ” อาจขยายวงกว้างไปยังหลายจังหวัดชายฝั่ง หากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังไม่คลี่คลาย ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อปริมาณสัตว์น้ำในตลาด และอาจดันราคาอาหารทะเลในประเทศให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ล่าสุด สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เตรียมเข้าหารือกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อเสนอแนวทางช่วยเหลือเร่งด่วน

ข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ การตรึงราคาน้ำมันเขียวไม่เกินลิตรละ 30 บาท ผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การลดค่าการกลั่นลงลิตรละ 5 บาท รวมถึงการเปิดทางให้นำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเพื่อบรรเทาต้นทุน

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้เรือประมงทั้งพาณิชย์และพื้นบ้านสามารถเข้าถึงน้ำมันในราคาที่เหมาะสม พร้อมขอให้รัฐออกมาตรการช่วยเหลือด้านต้นทุนอย่างเร่งด่วน เพื่อประคับประคองผู้ประกอบการในช่วงที่วิกฤตพลังงานโลกยังผันผวน

ทั้งนี้ สมาคมการประมงแห่งประเทศไทยประเมินว่า ปัจจุบันมีเรือประมงกว่า 6,000 ลำ ใช้น้ำมันรวมกันหลายสิบล้านลิตรต่อเดือน หากไม่สามารถควบคุมต้นทุนเชื้อเพลิงได้ วิกฤตครั้งนี้อาจลุกลามเป็น “ลูกโซ่” กระทบทั้งภาคการผลิต การจ้างงาน และราคาสินค้าอาหารทะเลทั่วประเทศอย่างรุนแรง