ปั้นภูมิปัญญาเป็นรายได้! มหาดไทยจับมือเอกชน ดันสินค้าชุมชนสู่ตลาดโลก

ชู OTOP–ผ้าไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก สร้างอาชีพเยาวชน ลดความเหลื่อมล้ำ ผนึกภาคีเครือข่ายก้าวสู่ปีที่ 12 ดันสินค้าชุมชนขยายตลาดต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การขับเคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก” ในพิธีเปิดงานสัมมนาคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ประจำปี 2569 และงาน “ผ้าขาวม้าทอใจ” ปี 2569 ณ Plenary Hall ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร

ภายในงานมี นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ดร.นาที รัชกิจประการ ประธานกรรมการ บริษัท รู้รักสามัคคีพัทลุง วิสาหกิจเพื่อสังคม และ ดร.กฤษณะ วจีไกรลาศ รองประธานกรรมการและกรรมการเลขาธิการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เข้าร่วม พร้อมด้วย หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารภาครัฐและเอกชน หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ภาคีเครือข่าย นักเรียน นักศึกษา และประชาชน

นายอรรษิษฐ์กล่าวว่า การดำเนินงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตลอด 11 ปีที่ผ่านมา เริ่มจากความร่วมมือจัดตั้งบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี ก่อนต่อยอดเป็นบริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด และเกิดความร่วมมือรูปแบบใหม่ภายใต้แนวคิด “ด้วยจงรักและภักดี”

กระทรวงมหาดไทยมีบทบาทหลักในการนำนโยบายรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ ทั้งระดับภูมิภาคและท้องถิ่น ผ่านกลไกผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ขณะที่กรมการพัฒนาชุมชนเป็นหน่วยงานหลักในการเสริมความเข้มแข็งให้ชุมชน โดยส่งเสริมผลิตภัณฑ์ OTOP ใน 5 ประเภท ได้แก่ สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร ของใช้ ของตกแต่งและของที่ระลึก เครื่องดื่ม อาหาร และผ้าและเครื่องแต่งกาย

ปลัดกระทรวงมหาดไทยระบุว่า ผ้าและเครื่องแต่งกายเป็นสินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในงานมหกรรม OTOP โดยแนวทางสำคัญคือการนำภูมิปัญญาและจุดเด่นของแต่ละพื้นที่มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์และมูลค่าเพิ่ม เช่น ผ้ายกดอกลำพูน ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน

สำหรับการส่งเสริมผ้าไทย กระทรวงมหาดไทยได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริด้านการฟื้นฟูผ้าไทยที่สืบเนื่องจากพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ส่งผลให้ผ้าไทยมีความร่วมสมัยและเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น

นายอรรษิษฐ์กล่าวว่า เป้าหมายของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากคือการสร้างรายได้และอาชีพให้คนในชุมชน โดยเฉพาะเยาวชน ตลอดจนช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ขณะเดียวกัน สินค้าไทยยังได้รับความสนใจจากสถานเอกอัครราชทูตในหลายประเทศ ซึ่งต้องการนำไปจัดแสดงเพื่อขยายตลาดสู่ระดับนานาชาติ

“กระทรวงมหาดไทยอยู่เคียงข้างประชาชนในทุกบริบทของพื้นที่ ภารกิจสำคัญคือการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข การทำงานร่วมกับคณะทำงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและภาคีเครือข่ายจะช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน เมื่อก้าวสู่ปีที่ 12 ก็จะเดินหน้าความร่วมมือนี้ต่อไป” นายอรรษิษฐ์กล่าว

ด้านนายฐาปนกล่าวว่า ความก้าวหน้าของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตลอดกว่า 10 ปี เกิดจากการทำงานร่วมกันของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยมีเครือข่ายบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี และบริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) เป็นกลไกสำคัญ ขับเคลื่อนงาน 3 ด้าน ได้แก่ เกษตร การแปรรูป และการท่องเที่ยวโดยชุมชน

ภาคีเครือข่ายเตรียมขยายการทำงานลงสู่ระดับอำเภอ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ครอบคลุมทั้งภาคการผลิต การค้า และบริการ โดยเป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเพิ่มตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่รวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน

นายฐาปนกล่าวเพิ่มเติมว่า การเพิ่มมูลค่าภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ท้องถิ่นเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา ดังเช่นโครงการ “ผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย” ที่นำศิลปะพื้นบ้านมาผสานนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับสินค้าชุมชนสู่เวทีสากล และเคยได้รับการจัดแสดงในการประชุมระดับนานาชาติ

เขาระบุว่า ความร่วมมือของทุกภาคส่วนเป็นการร่วมสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างต่อเนื่อง