
นายกฯ ย้ำไทยมีความมั่นคงทางอาหาร เปรียบไทยเสมือนเป็นเจ้าของพลังงานที่หล่อเลี้ยงการดำรงชีวิตและกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ขอประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ
เมื่อวันที่ 7 พฤศิจกายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” ถึงกระแสการ “เตรียมเสบียง 72 ชั่วโมง” ที่ถูกแชร์อย่างกว้างขวางและการรับมือภัยความมั่นคงไซเบอร์ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ประชาชนสามารถใช้ชีวิตตามปกติ เพราะครัวเรือนทั่วไปโดยปกติทุกบ้านก็มีอาหารและของใช้สำหรับดำรงชีวิตอยู่แล้ว เช่น บะหมี่สำเร็จรูป โจ๊กสำเร็จรูป อาหารกล่อง อาหารแช่แข็ง ฯลฯ ไม่มีอะไรที่จะต้องกังวลว่าจะเกิดการขาดแคลนอาหาร หรือขาดแคลนสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จะใช้ในครอบครัวจนเกินสภาวะปกติ สำหรับประเทศไทยในภาวะฉุกเฉินคิดว่ายังห่างไกล เพราะพื้นฐานโครงสร้างของประเทศมีครบทุกอย่าง
อย่างไรก็ตาม หากเกิดเหตุ การดูแลประชาชนที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ยังเป็นประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยมีการจัดหน่วยเคลื่อนที่เร็วเพื่อนำกลุ่มเปราะบางไปยังพื้นที่ปลอดภัยก่อนสถานการณ์รุนแรง เช่นกรณีเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และรัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ประชาชนขาดอาหารจนไม่สามารถดำรงชีพได้ การช่วยเหลือต้องไปถึงอย่างทันท่วงที
สำหรับกรณีข่าวการโจมตีทางไซเบอร์ในยุโรปซึ่งทำให้ระบบแช่แข็งอาหารขัดข้องส่งผลให้อาหารเน่าเสีย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศผลิตอาหารครบวงจร ยังไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับประเทศดังกล่าว เพราะสามารถแสวงหาอาหารในทุกรูปแบบได้ทั่วประเทศ แต่ในภูมิภาคอื่น ๆ เช่น ยุโรป ที่มีการโจมตีทางไซเบอร์ทำให้ระบบแช่แข็งอาหารขัดข้องและอาการเน่าเสียมองว่าเป็นความเสี่ยงในระดับอุตสาหกรรม ขณะที่ประเทศไทยยังมีตลาดสดและแหล่งอาหารที่จัดหาได้ภายในประเทศ จึงไม่ได้พึ่งพาเนื้อสัตว์แช่แข็งนำเข้าในลักษณะเดียวกัน ส่วนภัยไซเบอร์ในไทยที่พบส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงและฉ้อโกงประชาชนผ่านเทคโนโลยีสื่อสาร และยังไม่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความสามารถในการผลิตและจัดหาอาหารของไทยเป็นจุดแข็งด้านความมั่นคงด้านอาหาร และสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศคู่ค้าได้ ตรงนี้เปรียบเสมือน ไทยเป็นประเทศที่เป็นเจ้าของพลังงานอย่างหนึ่ง “พลังงานที่ทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตและทำกิจกรรมต่างๆ ได้”
นายกฯ ชู B20 ลดพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ดันปาล์มน้ำมันสร้างรายได้เกษตรกร รับมือราคาพลังงานผันผวน หนุนรายได้เกษตรกร
นายกรัฐมนตรี กล่าว่า ด้านความมั่นคงด้านพลังงาน ประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไทยไม่มีปัญหาด้านปริมาณอุปทานพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เนื่องจากนำเข้าพลังงานจากหลายแหล่งทั่วโลก ผลกระทบที่ไทยเผชิญจึงเป็นความผันผวนของราคา จึงใช้ทั้งมาตรการด้านภาษีและการขอความร่วมมือจากโรงกลั่นเพื่อลดค่าการกลั่นหรือค่าใช้จ่ายที่สามารถลดได้ โดยไม่ให้กระทบต่อต้นทุนการผลิต
หนึ่งในมาตรการล่าสุดคือ การส่งเสริมไบโอดีเซล B20 ซึ่งมีน้ำมันปาล์มเป็นส่วนผสม 20% และมีการปรับลดภาษีสรรพสามิตเพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้มากขึ้น โดยราคา B20 ต่างจากดีเซลทั่วไปเกือบ 10 บาทต่อลิตร และปริมาณการใช้เพิ่มจากวันละ 5–6 ล้านลิตร เป็นประมาณ 9 ล้านลิตรต่อวัน หลังลดภาษี พร้อมย้ำว่าการใช้เชื้อเพลิงดังกล่าวไม่กระทบต่อประสิทธิภาพ ความเร็ว หรือความเร่งของเครื่องจักรและระบบขนส่งที่ใช้ดีเซล
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หากขยายการใช้ไบโอดีเซลเป็นวันละ 20 ล้านลิตร จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบได้วันละ 4 ล้านลิตร และคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 แสนล้านบาทต่อปี โดยเงินส่วนนี้สามารถช่วยสนับสนุนภาคเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรถือเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร จึงควรมีรายได้อย่างต่อเนื่อง
ส่วนการจะลบภาพที่หลายคนมองว่าอาชีพเกษตรกรรายได้ไม่มากนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สิ่งสำคัญคือการมีรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้ โดยเน้นการสร้างรายได้ที่ต่อเนื่องและการดำเนินธุรกิจอย่างซื่อสัตย์ คนก็จะมาซื้อต่อเนื่องจากกำไรน้อยก็จะกลายเป็นกำไรมาก ซึ่งในเวที IMF และ World Bank โดยผู้จัดการใหญ่ IMF และประธาน World Bank ได้กล่าวชื่นชมถึงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงว่ามีความจำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในยุคปัจจุบันนี้
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาโดยตลอด ทำให้ประเทศสามารถผ่านพ้นเหตุการณ์ต่าง ๆ มาได้ และวันนี้มีความยืดหยุ่น (resilience) ราคาพืชผลทางการเกษตรทุกชนิดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญเป็นเท่าตัว ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้น รวมถึงการส่งออก และการเก็บภาษีได้มากขึ้น ตลอดจนการสร้างระบบรับมือกับภัยพิบัติเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายจนทำให้ระบบต่างๆ ล้มเหลวไป รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์ ตัวดัชนีก็เพิ่มขึ้น มีเสถียรภาพ การถูกจัดลำดับของประเทศไทย ล่าสุด S&P ถือว่าไทยเป็นประเทศที่มี Stable Outlook คือ มีความมั่นคง ยั่งยืน
นายกฯ เร่งเครื่องไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD เดินหน้า Thailand FastPass ดึงดูดลงทุนทั่วโลก ยกระดับขีดความสามารถประเทศ
เรื่องการยกระดับขีดความสามารถและการดึงดูดการลงทุนระหว่างประเทศ รวมถึงการเตรียมความประเทศไทยเข้าสู่ OECD นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยกำลังดำเนินกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งต้องปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล การตรวจสอบได้ ความเป็นธรรม และการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยในการประชุม IMF ที่ผ่านมา เลขาธิการ OECD ได้แสดงความมั่นใจว่า หากไทยดำเนินการตามเอกสารที่เสนอและให้ความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง จะสามารถเข้าเป็นสมาชิกได้อย่างแน่นอนในระยะเวลาอันรวดเร็ว แม้กรอบการทำงานที่วางไว้จะอยู่ที่ประมาณ 5 ปี รัฐบาลตั้งใจจะเร่งกระบวนการให้เสร็จเร็วกว่ากรอบดังกล่าว เพราะได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมแล้ว
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ประเทศไทยในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาได้ปรับสถานะขึ้นไปจำนวนมาก โดยเฉพาะการเปิดโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้มีการดำเนินการทุกวิถีทาง เช่น การอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน รัฐบาลผลักดันโครงการ Thailand FastPass โดยให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นจุดประสานงานหลักแห่งเดียว เพื่อช่วยลดข้อจำกัดจากการติดต่อหลายหน่วยงาน ขจัดการเรียกรับผลประโยชน์และการเลือกปฏิบัติในการอนุมัติโครงการลงทุน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตัวแทนจาก Google เข้าพบและแสดงความพร้อมลงทุนในไทยไม่น้อยกว่าที่ลงทุนในมาเลเซีย พร้อมระบุว่ามูลค่าการลงทุนที่มีอยู่ในไทยอยู่ที่ประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง Google มองว่ายังเป็นตัวเลขที่น้อยและมีแผนขยายการลงทุนเพิ่ม ซึ่งประเทศไทยมีความพร้อมทั้งในด้านทำเลที่ตั้ง เสถียรภาพทางการเมือง โครงสร้างพื้นฐาน ระบบกระจายสินค้า ระบบภาษี และโอกาสพัฒนาทักษะแรงงานไทย
ขณะที่ด้านเทคโนโลยีและ AI นายกรัฐมนตรีเน้นแนวทางว่า “ไม่ให้ AI คุมเรา แต่เราต้องคุม AI” โดยกล่าวถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลเทคโนโลยี เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้แรงงานไทยตกงาน และเพื่อให้คนไทยสามารถพัฒนาทักษะไปทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้ พร้อมย้ำถึงการเปิดรับนักลงทุนต่างชาติ ไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ทุนใหญ่ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศสร้างรายได้และขยายขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ
นายกฯ ย้ำรัฐบาลพร้อมรับการตรวจสอบทุกประเด็น เตรียมชี้แจงอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยข้อเท็จจริงและหลักฐาน ขออภิปรายอย่างสร้างสรรค์
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลมีความชอบธรรมจากการเป็นพรรคอันดับหนึ่งที่จัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง โดย สว. เป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายนิติบัญญัติและทำหน้าที่เป็นอิสระ การพูดคุยกับ สส. ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเป็นการทักทายและรับฟังข้อเสนอ ไม่ใช่การสั่งการหรือครอบงำ และหากข้อเสนอเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมก็พร้อมรับฟัง และประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินผลงานในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ตัวอย่างหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีหยิบยกคือ กรณีแนวคิดเปลี่ยนสีเสื้อวินมอเตอร์ไซค์ในจังหวัดชลบุรีจากสีส้มเป็นสีน้ำเงิน ว่าได้สั่งการต่อผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี อธิบดีกรมการปกครอง และปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้ยกเลิกแนวคิดดังกล่าวและกลับไปใช้สีส้ม นอกจากนี้ยังกล่าวถึงข้อเสนอจาก สส. พรรคประชาชนเรื่องการปรับสถานะสนุกเกอร์ให้เป็นกีฬา ไม่ใช่การพนัน เพื่อให้สามารถพัฒนานักสนุกเกอร์ไปในระดับโลกได้ โดยระบุว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนข้อเสนอที่มีเนื้อหาครอบคลุมและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยกล่าวถึงการปรับกฎกระทรวงกับการแก้กฎหมายในระยะต่อไป
ในประเด็นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลพร้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจช่วงวันที่ 26–30 ตุลาคม และได้ขอให้รัฐมนตรีเลื่อนการเดินทางและภารกิจเพื่อเตรียมพร้อมในช่วงดังกล่าว แต่การหารือระหว่างวิปไม่สามารถตกลงวันและกรอบเวลาได้ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่ารัฐมนตรีทุกคนพร้อมชี้แจงที่เกี่ยวข้องกับงานในความรับผิดชอบ โดยย้ำว่าการอภิปรายเป็นกลไกตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลต้องตอบคำถามด้วยข้อเท็จจริงและหลักฐาน โดยการอภิปรายขอให้เน้นสาระและหลักฐานมากกว่าการกล่าวโจมตี และทำงานการเมืองแบบสร้างสรรค์
