
รัฐบาลเปิดมาตรการใหญ่ “ไทยช่วยไทยพลัส” รับมือวิกฤตค่าครองชีพที่กำลังกดดันประชาชนทั่วประเทศ หลังราคาสินค้าพุ่งต่อเนื่อง กระทบทั้งผู้มีรายได้น้อย มนุษย์เงินเดือน ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อย โดยใช้งบประมาณรวมกว่า 1.76 แสนล้านบาท หวังประคับประคองกำลังซื้อและลดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจในช่วง 4 เดือนข้างหน้า
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

นายเอกนิติ ยอมรับว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตค่าครองชีพ” ที่แตกต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต เพราะส่งผลโดยตรงต่อคนหาเช้ากินค่ำ ผู้มีรายได้น้อย และประชาชนที่ไม่มีเงินสำรองรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ หากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ อาจลุกลามกลายเป็นวิกฤตกำลังซื้อ ธุรกิจขนาดเล็กปิดกิจการ และเกิดการว่างงานในวงกว้าง
สำหรับมาตรการช่วยเหลือ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก
กลุ่มแรก ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.18 ล้านคน รัฐบาลเพิ่มวงเงินช่วยเหลืออีก 700 บาท จากเดิม 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน 2569 ใช้งบประมาณรวม 5.6 หมื่นล้านบาท โดยผู้ถือบัตรเดิมไม่ต้องยืนยันตัวตนใหม่ เงินจะโอนเข้าบัตรอัตโนมัติ ส่วนผู้ถือบัตรรายใหม่อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม

กลุ่มที่สอง ซึ่งเป็นประชาชนทั่วไปและมนุษย์เงินเดือนกว่า 30 ล้านคน รัฐบาลเตรียมงบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท เพื่อร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการในสัดส่วน 60% ส่วนประชาชนจ่ายเอง 40% โดยรัฐช่วยสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน หรือ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกำหนดเงื่อนไขสำคัญว่า สิทธิที่ใช้ไม่หมดในแต่ละเดือน จะไม่สามารถนำไปสะสมหรือทบใช้ในเดือนถัดไปได้
กลุ่มสุดท้าย คือมาตรการช่วยเหลือร้านค้ารายเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอดท่ามกลางต้นทุนที่สูงขึ้นและกำลังซื้อที่ชะลอตัว โดยรัฐบาลเตรียมนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนและสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น

นายเอกนิติ ย้ำว่า มาตรการทั้งหมดไม่ใช่ “โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ” แต่เป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อแบ่งเบาภาระประชาชนและช่วยให้ทุกภาคส่วนสามารถผ่านช่วงเวลาวิกฤตไปด้วยกัน
ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปสามารถลงทะเบียนยืนยันตัวตนเพื่อรับสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2569 เวลา 06.00-22.00 น. หรือจนกว่าจะครบ 30 ล้านคน โดยสามารถใช้สิทธิได้ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน-30 กันยายน 2569 ในร้านค้าที่ร่วมโครงการ ระหว่างเวลา 06.00-23.00 น.

ด้านร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” สามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม-30 กันยายน 2569 ส่วนร้านค้าใหม่เปิดลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทยตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม-31 กรกฎาคม 2569 และร้านค้าที่เชื่อมระบบฟู้ดเดลิเวอรี เปิดลงทะเบียนเพิ่มเติมระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน-30 กันยายน 2569
รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถตรวจสอบได้ที่
www.ไทยช่วยไทยพลัส.th
