ไฟเขียวโอนงบหมื่นล้าน! สภาฯ ผ่านฉลุย 462 เสียง

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. … วงเงิน 10,328 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ท่ามกลางการอภิปรายอย่างกว้างขวางจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

บรรยากาศการประชุมช่วงหนึ่งเป็นไปอย่างเข้มข้น เมื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นอภิปรายประกาศจุดยืนว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมสนับสนุนและรับหลักการร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว แต่เป็นการสนับสนุน “ด้วยความผิดหวังอย่างยิ่ง”

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตั้งแต่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ประเทศไทยเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางอย่างชัดเจน พรรคประชาธิปัตย์จึงสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งใช้ พ.ร.บ.โอนงบประมาณเป็นเครื่องมือสำคัญในการรับมือวิกฤต โดยเฉพาะการลดต้นทุนด้านพลังงาน แทนการพึ่งพาการกู้เงินเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นกลับสวนทางกับความคาดหวัง เพราะจากเดิมที่รัฐบาลเคยส่งสัญญาณว่าจะโอนงบประมาณราว 100,000 ล้านบาท สุดท้ายกลับโอนได้เพียงประมาณ 10,000 ล้านบาทเท่านั้น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการอ้างเหตุผลว่าต้องรอการจัดทำงบประมาณปี 2570 จึงทำให้โอนงบล่าช้า เป็นเหตุผลที่ไม่เคยเกิดขึ้นในอดีต

“ที่ผ่านมาแทบทุกปีมีงบประมาณที่เบิกจ่ายไม่ทันเกินหลักแสนล้านบาท เป็นไปได้อย่างไรที่รัฐบาลตั้งใจจะโอนงบตั้งแต่เดือนเมษายน แต่สุดท้ายกลับโอนได้เพียงหมื่นล้านบาท” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์ยังระบุว่า รัฐบาลแทบไม่เห็นความพยายามสั่งการให้หน่วยงานของรัฐทบทวนการใช้งบประมาณอย่างจริงจัง กลับเพียงแจ้งให้โอนคืนเฉพาะโครงการที่ยังไม่ได้ลงนามในสัญญา ซึ่งเสมือนเป็นการส่งสัญญาณให้ทุกหน่วยงานเร่งเบิกจ่ายงบประมาณมากกว่าเปิดพื้นที่สำหรับการโอนงบมารับมือวิกฤต

“งบประมาณที่โอนได้เพียงเท่านี้แทบไม่มีความหมายต่อการแก้ไขวิกฤต รัฐบาลไม่มีความพร้อมในการบริหารสถานการณ์ หรือแท้จริงแล้วต้องการโอนงบให้น้อยที่สุด เพื่อเปิดทางไปสู่การกู้เงิน 400,000 ล้านบาท หวังผลทางการเมืองในอนาคตหรือไม่”

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังอ้างถึงความเห็นของ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุว่า “การคลังกำลังพ่ายการเมือง” พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า หากการคลังยังพ่ายการเมืองต่อไปเรื่อย ๆ คนที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่เพียงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่คือ “ประเทศ”

ภายหลังสมาชิกอภิปรายครบถ้วน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า ประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจหลายด้านพร้อมกัน ทั้งผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ความผันผวนของราคาพลังงาน วิกฤตชายแดน น้ำท่วมในปีที่ผ่านมา รวมถึงความเสี่ยงภัยแล้งในปีนี้ ส่งผลให้ค่าครองชีพและต้นทุนการดำรงชีวิตของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น

นายเอกนิติ ยืนยันว่า แม้งบประมาณของรัฐบาลมีข้อจำกัด แต่รัฐบาลได้ใช้ทุกเครื่องมือทางการคลังอย่างรอบคอบเพื่อดูแลและเยียวยาประชาชน ควบคู่กับการรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ

พร้อมยกข้อมูลจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ที่ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” ว่าเป็นหลักฐานสะท้อนถึงการบริหารเศรษฐกิจที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

นายเอกนิติยังระบุว่า ตัวเลขการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลในปีนี้สูงกว่าหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่การลงทุนภาครัฐยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกเติบโต 13% ไตรมาสที่สองเติบโต 9.4% และข้อมูลล่าสุดขยายตัวมากกว่า 10%

“รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการดูแลประชาชน งบประมาณที่โอนเข้าสู่งบกลางจะถูกใช้เป็นเงินสำรองกรณีฉุกเฉิน เพื่อรองรับวิกฤตด้านพลังงาน ภัยแล้ง และสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน”

นายเอกนิติกล่าวย้ำว่า ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมขอบคุณทุกข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยยืนยันว่าจะนำข้อสังเกตต่าง ๆ ไปประกอบการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต่อไป

ท้ายที่สุด ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. … ด้วยคะแนน 462 เสียง เห็นชอบ ไม่มีผู้คัดค้าน และงดออกเสียง 1 เสียง

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายจำนวน 25 คน ประกอบด้วย ตัวแทนคณะรัฐมนตรี 6 คน พรรคภูมิใจไทย 8 คน พรรคประชาชน 5 คน พรรคเพื่อไทย 3 คน พรรคกล้าธรรม 2 คน และพรรคประชาธิปัตย์ 1 คน ก่อนนัดพิจารณาในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 อีกครั้งในวันที่ 2 กรกฎาคม 2569