กมธ.ศาสนาฯ เร่งกู้ ‘วัดภูมินทร์’ ชูทุนวัฒนธรรมน่าน เปลี่ยนมรดกเป็นรายได้

กมธ.ศาสนาฯ ผนึกหน่วยงานรัฐถกทางกู้วัดภูมินทร์ ก่อนลงพื้นที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน ชูผ้าทอ เครื่องเงิน หัตถกรรม-อาหารพื้นถิ่น ต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ศาลากลางจังหวัดน่าน นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะกรรมาธิการ ที่ปรึกษา และเจ้าหน้าที่รัฐสภา ร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งหาทางแก้ปัญหาและฟื้นฟู วัดภูมินทร์ ศาสนสถานและโบราณสถานสำคัญของเมืองน่าน หลังได้รับความเสียหายจากอุทกภัย

ที่ประชุมได้รับฟังรายละเอียดความเสียหาย ปัญหาอุปสรรค ตลอดจนข้อเสนอในการบูรณปฏิสังขรณ์ พร้อมหารือถึงข้อกฎหมาย ระเบียบ และช่องทางสนับสนุนงบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้การซ่อมแซมเป็นไปอย่างถูกต้อง และไม่กระทบต่อคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และอัตลักษณ์ดั้งเดิมของวัด

สำหรับวัดภูมินทร์ ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัดน่าน มีคุณค่าทั้งด้านศาสนา ประวัติศาสตร์ และศิลปกรรม โดยเฉพาะจิตรกรรมฝาผนังอันเลื่องชื่อ รวมถึงภาพ “ปู่ม่านย่าม่าน” ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและกลายเป็นภาพแทนทางวัฒนธรรมของเมืองน่าน

คณะกรรมาธิการฯ ระบุว่า จะนำข้อเท็จจริงและข้อเสนอจากทุกฝ่ายไปประกอบการพิจารณา เพื่อผลักดันแนวทางช่วยเหลือและสนับสนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดภูมินทร์ให้กลับมามั่นคงโดยเร็ว พร้อมรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่สืบทอดมายาวนานไม่ให้เสียหายไปมากกว่านี้

จากนั้น คณะกรรมาธิการฯ ได้ลงพื้นที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และแนวทางนำทุนทางวัฒนธรรมของจังหวัดมาต่อยอดสร้างคุณค่าทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ

คณะกรรมาธิการฯ เห็นว่า น่านมี “ทุนวัฒนธรรม” ที่แข็งแรงและหลากหลาย ตั้งแต่ผ้าทอพื้นเมือง ผ้าลายน้ำไหล เครื่องจักสาน งานแกะสลัก เครื่องเงิน เครื่องประดับ งานหัตถกรรม อาหารพื้นถิ่น ไปจนถึงดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาเป็น ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม หรือ Cultural Products เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายรายได้กลับสู่ชุมชนได้

นางธิวัลรัตน์ กล่าวว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมต้องเดินควบคู่กับการรักษาองค์ความรู้ดั้งเดิมและอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ไม่ใช่นำวัฒนธรรมไปขายจนเหลือเพียงเปลือก แต่ต้องนำความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี การออกแบบ และช่องทางการตลาดสมัยใหม่เข้ามาช่วย เพื่อให้สินค้าของชุมชนเข้าถึงคนรุ่นใหม่ รวมถึงตลาดทั้งในและต่างประเทศ

พร้อมมองว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่านไม่ควรทำหน้าที่เพียงเก็บรักษาของเก่า แต่สามารถเป็น “ฐานความรู้” และจุดสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ นำเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างทั้งงาน รายได้ และความภาคภูมิใจให้แก่คนในพื้นที่

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ มีข้อสังเกตว่า ภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ศิลปิน และชุมชนในจังหวัดน่าน ควรร่วมกันวางระบบตั้งแต่การรวบรวมองค์ความรู้ การอนุรักษ์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการตลาดและประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ “ทุนทางวัฒนธรรม” เปลี่ยนเป็น “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” ได้จริง โดยไม่ต้องแลกกับการสูญเสียรากเหง้าและอัตลักษณ์ของเมืองน่าน