
เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งเรื่องราวสุดสะเทือนใจของครอบครัวหนึ่งในอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ กำลังสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้รับรู้ เมื่อหญิงสาววัยเพียง 28 ปี ซึ่งเคยเป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงในสภาพคล้าย “เจ้าหญิงนิทรา” หลังเข้ารับการผ่าคลอดลูกคนแรกตามกำหนดที่โรงพยาบาล แต่เพียงวันเดียวหลังคลอดกลับเกิดภาวะช็อกหมดสติ ต้องปั๊มหัวใจช่วยชีวิต ก่อนนอนรักษาตัวนานกว่า 1 เดือน แม้จะรอดชีวิต แต่สมองและร่างกายไม่ตอบสนองอีกเลย ไม่เคยมีโอกาสได้อุ้มลูกชายแม้แต่ครั้งเดียว ขณะที่สามีเลือกเดินจากไป ทิ้งภาระทั้งหมดไว้ให้แม่และน้าสาวรับผิดชอบ
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้านหลังหนึ่ง หมู่ 7 ตำบลโคกม้า อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ พบ น.ส.กวิสรา ไหประโคน หรือ “สา” อายุ 28 ปี อดีตพนักงานบริษัท นอนอยู่บนเตียงภายในบ้านในสภาพไม่สามารถพูดคุยหรือสื่อสารได้ แขนขาไม่สามารถเคลื่อนไหว มีเพียงดวงตาที่ลืมอยู่ตลอดเวลา คล้ายคนหลับใหลแต่ไม่อาจรับรู้สิ่งรอบตัว
ตลอดเวลามี นางสมาพร ไหประโคน อายุ 53 ปี ผู้เป็นแม่ และนางลำภู จอมประโคน อายุ 50 ปี น้าสาว คอยผลัดเปลี่ยนกันดูแลทุกอย่าง ทั้งป้อนอาหาร ป้อนน้ำ ให้ยา เช็ดตัว เปลี่ยนผ้าอ้อมและเสื้อผ้า รวมถึงช่วยกันเลี้ยง “น้องพี” ลูกชายวัย 10 เดือนของ น.ส.กวิสรา ซึ่งจนถึงวันนี้ ผู้เป็นแม่ยังไม่เคยได้อุ้มลูกของตัวเองแม้แต่ครั้งเดียว

นางสมาพร เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ก่อนเกิดเหตุ ลูกสาวเป็นคนขยันทำงาน เป็นเสาหลักของครอบครัว คอยแบ่งเงินให้แม่ใช้สัปดาห์ละ 2,000 บาท และเป็นคนซื้อข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านมาตลอด กระทั่งตั้งครรภ์ลูกคนแรก ทุกคนต่างดีใจและเฝ้ารอวันที่ครอบครัวจะสมบูรณ์
กระทั่งวันที่ 12 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันกำหนดผ่าคลอด ลูกสาวเดินทางไปคลอดที่โรงพยาบาลประโคนชัย โดยมีสามีอยู่ดูแลอย่างใกล้ชิด ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ แต่เพียงวันเดียวหลังการผ่าตัด ระหว่างที่พยาบาลพาไปอบรมคุณแม่มือใหม่ ลูกสาวกลับเกิดภาวะช็อกหมดสติอย่างกะทันหัน
แพทย์และพยาบาลเร่งปั๊มหัวใจช่วยชีวิต ก่อนส่งตัวรักษาต่อที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ต้องนอนรักษานานกว่า 1 เดือน แม้หัวใจจะกลับมาเต้นอีกครั้ง แต่สมองกลับไม่ตอบสนอง ทำให้กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงในสภาพคล้ายเจ้าหญิงนิทราจนถึงปัจจุบัน

นางสมาพร กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลได้จ่ายเงินเยียวยาตามระเบียบจำนวน 70,000 บาท พร้อมชี้แจงว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ ทำให้ครอบครัวไม่รู้ว่าจะเรียกร้องหรือดำเนินการอย่างไร จึงจำต้องยอมรับชะตากรรมที่เกิดขึ้น
เคราะห์ซ้ำยังไม่หมด หลังลูกสาวป่วยติดเตียงได้เพียง 2 เดือน ลูกเขยก็หายตัวไป ไม่กลับมาเยี่ยม ไม่ติดต่อ และไม่ช่วยเหลือดูแลลูกหรือภรรยาอีกเลย ทำให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับแม่และน้าสาวเพียงสองคน ซึ่งต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแลทั้งผู้ป่วยและหลานชายวัยแบเบาะตลอด 24 ชั่วโมง
“หัวอกคนเป็นแม่ก็ได้แต่หวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ อยากให้มีคนใจบุญช่วยพาลูกไปรักษาที่ไหนก็ได้ ขอเพียงให้ลูกพอจะรับรู้ หรือได้อุ้มลูกของตัวเองสักครั้งก็ยังดี” นางสมาพรกล่าวด้วยความหวัง

แม่ของผู้ป่วยยังบอกอีกว่า สิ่งที่กังวลที่สุดคือเรื่องค่าใช้จ่ายในอนาคต เพราะเงินช่วยเหลือจากบริษัทจะครบกำหนดภายใน 1 ปี ขณะที่เงินเยียวยาจากโรงพยาบาลก็นำไปปรับปรุงห้องสำหรับดูแลผู้ป่วยจนหมดแล้ว หลังจากนี้ไม่รู้จะหาเงินจากที่ไหนมาดูแลทั้งลูกสาวและหลานชาย
ด้านนางลำภู น้าสาว กล่าวว่า หลานสาวเป็นคนแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ระหว่างตั้งครรภ์ก็ฝากครรภ์ตามนัดทุกครั้ง และในวันเข้าผ่าคลอดยังเดินได้ตามปกติ ไม่มีใครคาดคิดว่าการคลอดลูกครั้งแรกจะเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล เงินเยียวยา 70,000 บาท ไม่เพียงพอแม้แต่ค่าปรับปรุงห้องสำหรับดูแลผู้ป่วย แม้โรงพยาบาลจะช่วยสนับสนุนอาหารเหลว อุปกรณ์ทำแผล และมีรถรับส่งไปพบแพทย์ตามนัด แต่ครอบครัวยังต้องรับภาระค่าน้ำ ค่าไฟ ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ทิชชูเปียก และค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูหลานชาย ซึ่งเป็นภาระหนัก เพราะทั้งแม่และน้าสาวไม่สามารถออกไปทำงานหารายได้ได้อีก

ผู้มีจิตศรัทธาที่ต้องการช่วยเหลือครอบครัว สามารถติดต่อ นางสมาพร ผู้เป็นแม่ โทรศัพท์ 090-450-4885 หรือ นางลำภู ผู้เป็นน้า โทรศัพท์ 091-728-8895 หรือร่วมบริจาคผ่านบัญชีธนาคารออมสิน ชื่อบัญชี นางสมาพร ไหประโคน เลขที่บัญชี 020-086-976659 เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลทั้งผู้ป่วยและเด็กน้อยที่กำลังเติบโต
ข่าว/ภาพ : สุรชัย พิรักษา ผู้สื่อข่าวจังหวัดบุรีรัมย์

