
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 พร้อมด้วย พล.ต.ต.อุทัย กวินเดชาธร และ พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม และ พล.ต.ต.กานต์ ธรรมเกษม ผู้บังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 7 ร่วมกันแถลงผลการจับกุมคดีคนร้ายบุกชิงทองในห้างสรรพสินค้าชื่อดังในจังหวัดนครปฐม
ผู้ต้องหาคือ นายสมชาย (สงวนนามสกุล) อายุประมาณ 50 ปี ชาวตำบลสามหลัก อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ถูกจับกุมตามหมายจับศาลจังหวัดนครปฐม ที่ จ.278/2569 ในข้อหา “ชิงทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยปลอมตัวเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ และใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกต่อการกระทำผิดและหลบหนี”

การจับกุมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลางหลายรายการ ได้แก่
- อาวุธปืนแบลงค์กัน ยี่ห้อซากิ ขนาด 9 มม. 1 กระบอก
- หมวกกันน็อกแบบเต็มใบสีน้ำเงิน 1 ใบ
- รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า สปาร์ค สีดำ ทะเบียน ขลน 428 ราชบุรี 1 คัน
- เสื้อผ้าที่ใช้สวมใส่ในวันก่อเหตุ
- สร้อยคอทองคำหนักเส้นละ 2 บาท จำนวน 23 เส้น
รวมทองคำหนัก 46 บาท มูลค่ากว่า 3.68 ล้านบาท

คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 19.27 น. วันที่ 11 มีนาคม 2569 คนร้ายสวมหมวกกันน็อกแบบปิดบังใบหน้า เดินเข้าไปในห้างบิ๊กซี จังหวัดนครปฐม ก่อนจะตรงเข้าไปยังร้านทองของบริษัท ออโรร่า ดีไซน์ (มหาชน)
จากนั้นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงข่มขู่พนักงาน ก่อนปีนข้ามเคาน์เตอร์เข้าไปทุบกระจกตู้แสดงสินค้า กวาดสร้อยคอทองคำหนักเส้นละ 2 บาท รวม 23 เส้น ใส่กระเป๋า แล้วรีบหลบหนีออกจากห้าง โดยใช้รถจักรยานยนต์ที่จอดเตรียมไว้ขับหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

หลังเกิดเหตุ ชุดสืบสวนได้เร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดและเส้นทางหลบหนีอย่างละเอียด กระทั่งสามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้ ก่อนขออนุมัติศาลจังหวัดนครปฐมออกหมายจับ
ต่อมาทราบว่าผู้ต้องหาได้หลบหนีไปกบดานอยู่ที่บ้านพักในตำบลสามหลัก อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้น
เมื่อเข้าตรวจสอบพบผู้ต้องหากำลังนอนดูโทรทัศน์ติดตามข่าวคดีของตนเองอยู่ภายในบ้าน โดยไม่รู้ตัวว่าตำรวจได้ตามรอยมาถึง ก่อนถูกเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวพร้อมของกลาง

จากการสอบสวน นายสมชายให้การรับสารภาพว่า ปกติมีอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน แต่มีปัญหาหนี้สินจากการพนัน จึงตัดสินใจลงมือก่อเหตุ โดยหวังนำเงินไปใช้หนี้ และหวังเสี่ยงดวงว่าจะสามารถหลบหนีการจับกุมได้
ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ระบุว่า ผู้ต้องหารายนี้ไม่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อน ทำให้การติดตามตัวต้องอาศัยการไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดและพยานแวดล้อมอย่างละเอียด จนสามารถปิดคดีได้ภายในเวลาไม่นาน
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


