
เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (ศปชก.ตร.) และหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย สั่งเปิดปฏิบัติการ “ทลายนอมินีต่างด้าวเกาะพะงัน เฟส 2” เดินหน้ากวาดล้างเครือข่ายทุนต่างชาติที่ลักลอบครอบครองที่ดินและประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ
ต่อมา พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย นำทีมพนักงานสอบสวนเร่งดำเนินคดีกว่า 39 คดี พร้อมขออำนาจศาลจังหวัดเกาะสมุยออกหมายค้น 36 จุด และอนุมัติหมายจับรวม 45 หมายจับ เป้าหมายสำคัญคือกลุ่มบริษัทต้องสงสัยที่มีพฤติการณ์ใช้ “นอมินี” หรือคนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย

เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาหนัก ทั้งความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจต้องห้ามสำหรับคนต่างด้าว ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และความผิดฐานครอบครองที่ดินโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน
จากนั้นกำลังตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 300 นาย ได้กระจายกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุมเป้าหมายตามหมายศาลอย่างพร้อมเพรียงทั่วพื้นที่เกาะพะงัน

หนึ่งในจุดสำคัญ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบริษัทแห่งหนึ่ง พบชายสัญชาติอิสราเอลเป็นเจ้าของตัวจริง แต่ใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นบังหน้า ครอบครองที่ดินรวม 8 แปลง เนื้อที่กว่า 7.5 ไร่ มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท อีกทั้งยังลักลอบเปิดกิจการโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต

ผลการปฏิบัติการเฟส 2 เจ้าหน้าที่แบ่งกลุ่มความผิดออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ กลุ่มนอมินีชัดเจน จำนวน 32 บริษัท ตรวจยึดที่ดินได้ 45 แปลง รวมกว่า 40 ไร่ จับกุมชาวต่างชาติได้ 22 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 200 ล้านบาท

ส่วนอีกกลุ่ม เป็นบริษัทที่มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติมากกว่าคนไทย จำนวน 32 บริษัท ครอบครองที่ดินรวม 38 แปลง กว่า 38 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นที่ดินว่างเปล่า ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นแล้ว 21 บริษัท เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานขยายผลดำเนินคดีเพิ่มเติม

พล.ต.อ.สำราญ ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อจัดระเบียบเกาะพะงันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีมาตรฐาน ป้องกันกลุ่มทุนต่างชาติผิดกฎหมายเข้ามาเอาเปรียบคนในพื้นที่ พร้อมยืนยันว่าจะขยายผลกวาดล้างลักษณะนี้ทั่วประเทศอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำผิดของกลุ่มทุนต่างชาติผิดกฎหมาย สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตลอด 24 ชั่วโมง

