ศาลขอนแก่นสั่ง”เอกราษฎร์”คืนเงินสหกรณ์ครู 2 คดีรวด กว่า 17 ล้านเบิกเหลือจ่ายมิชอบ

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น นายอนุศาสตร์ สอนศิลพงศ์ ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด พร้อมด้วยที่ปรึกษา คณะกรรมการสหกรณ์ และทีมทนายความ เดินทางมาฟังคำพิพากษาคดีแพ่งติดตามทรัพย์ของสหกรณ์จำนวน 2 คดี ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบ

ปรากฏว่า ในวันนัดฟังคำพิพากษามีเพียงฝ่ายโจทก์เดินทางมาศาล ขณะที่ นายเอกราษฎร์ ช่างเหลา รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม และอดีตสส.ขอนแก่น ซึ่งเป็นหนึ่งในจำเลย ไม่ได้เดินทางมาศาล และไม่มีทนายความมาร่วมรับฟังคำพิพากษาแต่อย่างใด

ศาลจังหวัดขอนแก่นใช้เวลาประมาณ 30 นาที อ่านคำพิพากษาทั้งสองคดีพร้อมกัน ก่อนมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้เงินคืนแก่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด

นายอนุศาสตร์ เปิดเผยว่า คดีแรก หมายเลขดำที่ พE 340/2568 สหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด เป็นโจทก์ ฟ้อง นายเอกราษฎร์ ช่างเหลา นางอาภรณ์ ภูคัง และ นายนพรัตน์ สร้างนานอก เป็นจำเลย ในความผิดฐานติดตามทรัพย์สินคืน จากการเบิกเงินเหลือจ่ายตั้งแต่ปี 2553 โดยมิชอบตามกฎหมายและข้อบังคับของสหกรณ์ รวมเงินต้นและดอกเบี้ยจำนวน 8,537,051 บาท ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้ง 3 คน ร่วมกันคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยให้แก่สหกรณ์ เป็นเงินจำนวนดังกล่าว

ส่วนคดีที่สอง หมายเลขดำที่ พE 341/2568 สหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด เป็นโจทก์ ฟ้อง นายเอกราษฎร์ ช่างเหลา นางอาภรณ์ ภูคัง และ นายทรงยศ ไชยมงคล เป็นจำเลย ฐานความผิดติดตามทรัพย์สินคืน จากการเบิกเงินเหลือจ่ายในปี 2554 โดยมิชอบ รวมเงินต้นและดอกเบี้ยจำนวน 8,727,082 บาท ซึ่งศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวเช่นกัน ทั้งสองคดีศาลชี้เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 17 ล้านบาท

ดร.อนุศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คดีแพ่งทั้งสองคดีนี้ไม่เกี่ยวข้องกับคดียักยอกทรัพย์มูลค่า 431 ล้านบาท ซึ่งเป็นคดีอาญา โดยในคดีอาญาจำเลยอยู่ระหว่างการต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ อย่างไรก็ตาม สหกรณ์ได้ใช้สิทธิฟ้องคดีแพ่งควบคู่ เพื่อเร่งติดตามทรัพย์สินกลับคืน โดยศาลจังหวัดขอนแก่นมีกำหนดนัดฟังคำพิพากษาคดีติดตามทรัพย์ในส่วนที่เกี่ยวเนื่องเพิ่มเติม ในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้

ทั้งนี้ ประธานสหกรณ์ยอมรับว่า ที่ผ่านมาสหกรณ์ได้รับเงินคืนแล้วเพียงกว่า 100 ล้านบาทเศษ แต่หากรวมดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันฟ้องคดีในปี 2564 ยอดความเสียหายอยู่ที่กว่า 600 ล้านบาท และหากคำนวณถึงปัจจุบัน คาดว่าตัวเลขจะพุ่งขึ้นใกล้ 800 ล้านบาท โดยสหกรณ์ยืนยันจะเดินหน้าติดตามเงินทุกบาททุกสตางค์กลับคืน เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์ต่อไป