
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่ศาลจังหวัดฮอด จ.เชียงใหม่ ศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษาในคดีที่ นายสุรพล เกียรติไชยากร อดีตสส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยในขณะนั้น ยื่นฟ้อง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงาน กกต. ในข้อหาละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่
ศาลฎีกามีคำพิพากษา ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า การดำเนินการของ กกต. เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจของหน่วยงานรัฐ มิได้มีเหตุโกรธเคืองส่วนตัวต่อผู้ฟ้อง และถือเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ภายหลังฟังคำพิพากษา ทีมทนายความของนายสุรพล ระบุว่า คดีดังกล่าวยังมีประเด็นที่มองว่า ขัดแย้งกับคำพิพากษาในคดีเลือกตั้งก่อนหน้านี้ เนื่องจากศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เคยมีคำพิพากษาที่ 4209/2563 ยกคำร้องของ กกต. ที่ขอเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง โดยเห็นว่า การเข้าร่วมงานทำบุญผ้าป่าและถวายปัจจัย ไม่เข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
แต่ในคดีแพ่งที่ฟ้องเรียกค่าเสียหายครั้งนี้ ศาลกลับวินิจฉัยว่า การดำเนินการของ กกต. เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ทำให้ทีมทนายเห็นว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องเดียวกันถูกตีความแตกต่างกันในคำพิพากษา
ทีมทนายจึงเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย โดยจะยื่นคำร้องต่อ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพื่อพิจารณาประเด็นดังกล่าว หรือหาแนวทางทางกฎหมายอื่น เพื่อขอความเป็นธรรมต่อไป

คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งนายสุรพลลงสมัคร สส.เขต 8 จังหวัดเชียงใหม่ และได้รับชัยชนะด้วยคะแนน 52,165 คะแนน ทิ้งห่างคู่แข่งอันดับสองกว่า 25,000 คะแนน
ต่อมา กกต.มีคำสั่ง แจกใบส้ม สั่งให้เลือกตั้งใหม่ พร้อมตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง โดยอ้างเหตุมีการถวายซองปัจจัยจำนวน 2,000 บาท ในงานทำบุญวันเกิด ซึ่งถูกร้องเรียนว่าอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม ภายหลัง ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ได้วินิจฉัยยกคำร้อง โดยเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเพียงการทำบุญตามประเพณี ไม่ถือเป็นการซื้อเสียง

จากเหตุการณ์ดังกล่าว นายสุรพลจึงยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก กกต. เป็นเงินประมาณ 70 ล้านบาท รวมดอกเบี้ย โดยอ้างว่าได้รับความเสียหายทั้งต่อชื่อเสียงและสิทธิทางการเมือง
ก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ชนะคดี ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำตัดสิน แต่ปรับลดค่าเสียหายเหลือ 56 ล้านบาท รวมดอกเบี้ยเป็นประมาณ 62 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาศาลฎีกาล่าสุดได้กลับคำตัดสินของสองศาลก่อนหน้า โดยพิพากษายกฟ้องทั้งหมด
ทีมทนายของนายสุรพลระบุว่า คดีนี้ใช้เวลาต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมมานานกว่า 7 ปี และยังเห็นว่ามีช่องทางทางกฎหมายเพื่อขอความเป็นธรรม จึงเตรียมยื่นคำร้องต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อให้พิจารณาในประเด็นดังกล่าวต่อไป
ข่าว/ภาพ : ภาณุเมศ ตันรักษา ผู้สื่อข่าวจังหวัดเชียงใหม่
