
พาไปทำความรู้จัก “บุนยามีน มีเต๊ะ” เกษตรกรผู้บุกเบิกเลี้ยงผึ้งชันโรงรายเดียวในสุไหงโก-ลก เผยรายได้งามช่วงดอกไม้บาน พร้อมแนะเคล็ดลับดูแลรังรับมือภัยธรรมชาติ
พาไปสำรวจเรื่องราวสุดน่าสนใจของเกษตรกรผู้พลิกวิถีชีวิตด้วยการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า โดยที่บ้านปูโยะ หมู่ที่ 2 ตำบลปูโยะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส นายบุนยามีน มีเต๊ะ ผู้ก่อตั้งฟาร์มชันโรงพรุโต๊ะแดง ซึ่งตั้งอยู่ภายในสถาบันการศึกษาฮายาตุซซอฮาบะห์ ได้ริเริ่มหันมาจับธุรกิจการเลี้ยงผึ้งชันโรงจากความสนใจส่วนตัวและความมุ่งมั่นในการสร้างรายได้เสริมให้แก่ครอบครัว จนกระทั่งปัจจุบันขยายกิจการลุล่วงมานานกว่า 10 ปี กลายเป็นฟาร์มเลี้ยงผึ้งชันโรงเพียงแห่งเดียวในอำเภอสุไหงโก-ลก ที่ดำเนินกิจการอย่างโดดเด่นในพื้นที่


นายบุนยามีน เล่าว่า ปัจจุบันทางฟาร์มมีการเลี้ยงผึ้งชันโรงรวมกว่า 120 รัง ครอบคลุมถึง 2 สายพันธุ์หลักที่ปรับตัวได้ดีกับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น ได้แก่ สายพันธุ์อิตาม่า และสายพันธุ์โทราซิก้า จุดเด่นสำคัญของผึ้งชันโรงคือเป็นแมลงที่ไม่มีเหล็กใน ทำให้มีความปลอดภัยและเหมาะสมกับการเลี้ยงในชุมชน โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่ดอกไม้บานสะพรั่งและมีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำหวานมากที่สุด ถือเป็นนาทีทองในการเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยสามารถเก็บน้ำผึ้งได้เดือนละ 1 ครั้ง ในปริมาณราว 10–20 กิโลกรัมต่อรอบ สร้างรายได้เฉลี่ยประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ ปริมาณผลผลิตและรายได้จะแปรผันตามความสมบูรณ์ของธรรมชาติและสภาพอากาศ น้ำผึ้งชันโรงที่ได้จะมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์คือหวานอมเปรี้ยว และเป็นที่ต้องการของตลาด

นายบุนยามีน มีเต๊ะ ผู้ก่อตั้งฟาร์มชันโรงพรุโต๊ะแดง


นอกจากนี้ พื้นที่ฟาร์มยังตั้งอยู่ใกล้กับป่าพรุโต๊ะแดงและป่าพรุสิรินธร ซึ่งถือเป็นขุมทรัพย์ทางธรรมชาติที่เอื้อต่อการหาอาหารของผึ้ง ชวนให้เชื่อมโยงกับงานวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับน้ำผึ้งชันโรงจากดอกเสม็ดขาวในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งตรวจพบสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพสำคัญ เช่น เอมบิลิน (Embelin) ลูมิโครม (Lumichrome) และสารต้านอนุมูลอิสระ จนถูกขนานนามและมีโอกาสต่อยอดเป็นสินค้าอัตลักษณ์ประจำถิ่นภายใต้ชื่อ “น้ำผึ้งมรกต” (Emerald Honey) เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น

สำหรับช่องทางการจัดจำหน่าย นายบุนยามีนได้นำเทคโนโลยีและช่องทางออนไลน์เข้ามาช่วยกระจายสินค้า โดยจำหน่ายทั้งปลีกและส่งผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก “สถาบันปอเนาะฮายาตุซซอฮาบะห์ แหล่งเรียนรู้แห่งจิตวิญญาณ” ซึ่งช่วยให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงฐานลูกค้าได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงผึ้งชันโรงมีความท้าทายและความเสี่ยงที่เกษตรกรต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด นายบุนยามีนระบุว่า ควรมีการตรวจสอบรังอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อป้องกันศัตรูธรรมชาติ เช่น กบ จิ้งจก และมด นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่น่ากังวลที่สุดคือช่วงการแยกรังตามธรรมชาติ หากตัวผึ้งงานออกไปจนเหลือเพียงไข่และตัวอ่อนอ่อนแอ หากผึ้งงานรุ่นใหม่ฟื้นตัวและเติบโตไม่ทัน รังนั้นอาจเสียหายล่มสลายไปทั้งรัง ผู้เลี้ยงจึงจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการรังอย่างแม่นยำ

ในระยะยาว การส่งเสริมอาชีพเลี้ยงผึ้งชันโรงไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน แต่ยังเป็นการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ผืนป่าพรุและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน หากได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการดูแลรักษา การป้องกันศัตรูพืช การแปรรูป และการตลาดจากหน่วยงานภาครัฐ จะช่วยให้เกษตรกรลดความเสี่ยงและยกระดับอาชีพนี้ให้มีความมั่นคงในระยะยาวต่อไป
ข่าว/ภาพ : แวดาโอ๊ะ หะไร ผู้สื่อข่าวจังหวัดนราธิวาส



