ครอบครัวพิการ 6 ชีวิตวิกฤตหนัก ยืมเงิน 2 หมื่นโปะคืน 4 หมื่น สุดท้ายถูกยึดที่นาทำกิน

ครอบครัวสุดรันทดมีคนพิการถึง 6 ชีวิต ต้องเผชิญชะตากรรมไร้ที่ทำกิน หลังจำใจกู้เงินนอกระบบร้อยละ 5 ก่อนถูกยึดที่นาผืนเดียวเป็นที่พึ่งสุดท้าย

เกิดเรื่องราวสุดรันทดและสร้างความสะเทือนใจในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อนางถูก (สงวนนามสกุล) อายุ 59 ปี ชาวตำบลแสลงโทน อำเภอประโคนชัย ซึ่งมีความพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย ได้ออกมาร้องขอความช่วยเหลือผ่านสื่อมวลชน หลังต้องเผชิญชะตากรรมถูกนายตำรวจนายหนึ่งยึดที่ดินทำกินไปนานกว่า 10 ปี ทั้งที่ได้นำเงินไปชำระหนี้จนครบถ้วนแล้ว แต่กลับถูกอ้างว่าเงินไม่พอใช้หนี้ ท่ามกลางความเดือดร้อนอย่างหนักของคนในครอบครัวที่มีผู้พิการรวมกันถึง 6 ชีวิต

นางถูก เปิดเผยผ่านล่ามและภาษามือว่า เมื่อประมาณปี 2557 ตนเองมีความจำเป็นต้องใช้เงินจึงตัดสินใจไปกู้ยืมเงินจากตำรวจนายหนึ่ง จำนวน 20,000 บาท เพื่อนำไปใช้หนี้กองทุนหมู่บ้าน โดยมีเงื่อนไขต้องจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อเดือน จนกว่าจะมีเงินต้นมาชำระคืน ซึ่งในเวลานั้นเซ็นเอกสารโดยไม่รู้เนื้อหาเนื่องจากเจ้าหนี้ไม่ยอมให้สำเนาเก็บไว้ ต่อมาผ่านไป 3 ถึง 4 ปี ช่วงที่ค้างชำระดอกเบี้ยเพราะรายได้จากการเก็บของเก่าขายได้เพียงสัปดาห์ละ 100 ถึง 200 บาท ตนจึงตัดสินใจไปกู้เงินจาก ธกส. นำเงินก้อนจำนวน 40,000 บาท ไปจ่ายคืนให้กับตำรวจเพื่อปิดหนี้ โดยมีพ่อของนายตำรวจที่เป็นเจ้าหนี้เป็นผู้รับเงินสดไว้ แต่กลับไม่ได้รับเอกสารหลักฐานการปิดหนี้แต่อย่างใด ด้วยความไว้ใจคิดว่าเป็นตำรวจคงไม่มีปัญหาอะไร

ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน ทางฝั่งเจ้าหนี้กลับส่งคนมาไถปรับพื้นที่นาเนื้อที่ 1 ไร่ จากทั้งหมด 3 ไร่ โดยอ้างว่าเงินที่นำมาจ่ายยังไม่เพียงพอชำระหนี้ทั้งต้นและดอกเบี้ย จึงยึดที่นาดังกล่าวไว้ทำกินเอง ครอบครัวพยายามไปเจรจาขอไถ่ถอนคืนหลายครั้ง แต่ตำรวจนายดังกล่าวก็พยายามหลบเลี่ยงและบ่ายเบี่ยงเรื่อยมา จนเวลาล่วงเลยผ่านไปนานกว่า 10 ปีแล้ว ก็ยังไม่ยอมคืนที่ดินให้

เหตุกการณ์ดังกล่าวทำให้ครอบครัวได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส เนื่องจากที่นาดินแปลงนี้คือความหวังเดียวและเป็นที่พึ่งหลักในการหาเลี้ยงชีพของคนในครอบครัวรวมทั้งหมด 8 ชีวิต โดยในจำนวนนี้มีสมาชิกในครอบครัวที่พิการถึง 6 คน ประกอบด้วย ตัวนางถูกเองที่พิการทางการได้ยิน, พี่สาวตาบอดทั้งสองข้าง, น้องชายเป็นใบ้, สามีป่วยจิตเวช รวมถึงลูกชายและหลานชายที่พิการทางสติปัญญา ปัจจุบันต้องอาศัยเพียงเบี้ยผู้พิการและรายได้จากการเก็บของเก่าประทังชีวิต ซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย

ด้าน นางตาล (สงวนนามสกุล) พี่สาวของป้าถูก เล่าเสริมว่า ในตอนที่น้องสาวไปกู้เงินตำรวจ 20,000 บาทนั้น ทางครอบครัวไม่มีใครรู้เรื่องเลยมารู้เอาทีหลังตอนที่น้องไปกู้เงิน ธกส. มาโปะจ่ายคืน 40,000 บาทแล้ว โดยน้องสาวเข้าใจว่าเงินจำนวนนี้ครอบคลุมหนี้สินทั้งหมดและจบสิ้นกันแล้ว ไม่คาดคิดว่าจะมาถูกยึดที่นาไปหน้าตาเฉยด้วยข้ออ้างว่าเงินไม่พอใช้หนี้ ทั้งนี้ หากมองในแง่กฎแห่งกรรมและการทำกินบนที่ดินมากว่า 10 ปี เจ้าหนี้ก็น่าจะได้ประโยชน์คุ้มค่าแล้ว จึงอยากวอนขอความเห็นใจจากนายตำรวจเจ้าหนี้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยคืนที่นาผืนนี้ให้แก่ครอบครัว เพื่อต่อลมหายใจให้คนพิการทั้ง 6 ชีวิตได้มีที่ทำกินเลี้ยงตัวต่อไป

ข่าว/ภาพ :   สุรชัย  พิรักษา ผู้สื่อข่าวจังหวัดบุรีรัมย์