
เมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) โดยมี รองนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เข้าร่วม
นายอนุทินย้ำชัดว่า โลกวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังกระทบเสถียรภาพพลังงานและเศรษฐกิจทั่วโลก และประเทศไทยไม่อาจยืนเฉยได้ ภาครัฐต้องลุกขึ้นเป็นผู้นำในการปรับตัว เราต้องใช้น้อยลง แต่ได้มากขึ้น” คือแกนหลักของนโยบายปีนี้
นายกฯกล่าวว่า งบประมาณปี 2570 ถูกกำหนดกรอบไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 7,400 ล้านบาท หรือแค่ 0.2% สะท้อนข้อจำกัดทางการคลังที่บีบให้รัฐต้อง “เลือกใช้เงินอย่างเฉียบคม” ทุกหน่วยงานถูกสั่งให้ “ตัดทิ้ง” โครงการที่ไม่จำเป็น ลดแผนงานที่ไม่ตอบโจทย์ และหันมาใช้หลัก Zero-based Budgeting หรือการตั้งงบจากศูนย์ โดยไม่ยึดติดกับตัวเลขในอดีต
งบที่เพิ่มขึ้นต้องมุ่งไปที่ “การลงทุน” เท่านั้น ขณะที่รายจ่ายฟุ่มเฟือย เช่น การดูงาน การสร้างอาคารใหม่ ถูกสั่งเบรกทันที พร้อมแนะให้ใช้วิธีเช่า หรือร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) แทน
ในมิติพลังงาน รัฐบาลส่งสัญญาณชัดถึงการ “เปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่” โดยผลักดันให้หน่วยงานรัฐหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และติดตั้ง Solar Rooftop อย่างจริงจัง เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในช่วงวิกฤต
ขณะเดียวกัน ยังมีการลงนามความร่วมมือระหว่าง 5 หน่วยงานสำคัญ ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สตง. ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลด้านงบประมาณแบบไร้รอยต่อ หวังปิดช่องโหว่การทุจริต และยกระดับความโปร่งใสของภาครัฐ
นายอนุทินประกาศชัดว่า “หมดเวลาของการโกง” และนี่คือก้าวสำคัญในการสร้างระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง นอกจากเศรษฐกิจ รัฐบาลยังวาง 5 ยุทธศาสตร์หลัก ครอบคลุมเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม สิ่งแวดล้อม และการบริหารภาครัฐ เพื่อพาประเทศฝ่าวิกฤตและหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
ในมิติความมั่นคง นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมด้านกลาโหม เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ โดยระบุว่าไทยต้องมีศักยภาพเพียงพอในการยับยั้งภัยคุกคาม
“แผ่นดินไทย ต้องอยู่ในแผนที่ไทยเท่านั้น” คือถ้อยคำที่สะท้อนจุดยืนอย่างชัดเจน
ท้ายที่สุด นายกฯย้ำหลักการทำงาน 3 ประการ ได้แก่ การยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ ระบอบประชาธิปไตย และหลักนิติธรรม พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกัน เพราะงบประมาณปีนี้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขในเอกสาร แต่คือ “เดิมพันอนาคตของประเทศ” ท่ามกลางโลกที่ไม่แน่นอนอีกต่อไป
