‘ณัฐพงษ์’ ปลุกพรรคประชาชนสู้ระบบกินรวบชี้ศัตรูตัวจริงไม่ใช่วิกฤตแต่คือการเมืองอุปถัมภ์

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 ที่โรงแรมเมเปิล เขตบางนา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เปิดฉากการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ท่ามกลางบรรยากาศเข้มข้น โดยประกาศ “รีเซ็ตทิศทางพรรค” ครั้งสำคัญ พร้อมส่งสัญญาณเดินหน้าชนโครงสร้างอำนาจเดิมอย่างเต็มรูปแบบ

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตลอด 3 วันที่ผ่านมา พรรคฝ่ายค้านไม่ได้เพียงถกปัญหาภายใน แต่ได้ “ตกผลึกภาพใหญ่ของประเทศ” พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า พรรคประชาชนจะเป็นพาหนะนำการเปลี่ยนแปลงให้สังคมไทยได้อย่างไร โดยหลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา สังคมไทยเผชิญ “ความไม่ชัดเจน” หลายด้าน แต่พรรคได้สรุปคำตอบออกมาเป็น “3 ความชัดเจน” เพื่อสื่อสารกับประชาชน

ความชัดเจนแรก คือ “บุคลากร” โดยยืนยันว่า 10 สส. ของพรรคยังคงเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามคำสั่งศาลฎีกา ขณะที่คณะกรรมการบริหารชุดใหม่จะถูกเสนออย่างเป็นทางการในการประชุมครั้งนี้

ความชัดเจนที่สอง คือ “ทิศทางพรรค” ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่าจะเน้นงานเชิงนโยบายระดับชาติ หรือการเมืองภาคสนามในพื้นที่

“คำตอบคือ เราต้องทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน” นายณัฐพงษ์ย้ำ พร้อมให้คำมั่นว่าพรรคจะเร่งสร้างฐานความคิดควบคู่กับการปักหลักในชุมชน ผ่านแกนนำท้องถิ่นเพื่อขยายแนวคิด “การเมืองใหม่”

ความชัดเจนที่สาม คือ “อุปสรรคของประเทศ” ซึ่งเขาชี้ชัดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่วิกฤตพลังงานหรือแรงกระแทกจากภายนอก แต่คือ “โครงสร้างภายใน” ที่เอื้อให้กลุ่มอำนาจบางกลุ่มเข้าถึงทรัพยากรเหนือประชาชน

“ศัตรูของประชาชนไม่ใช่วิกฤตเฉพาะหน้า แต่คือระบบอุปถัมภ์ การเมืองมุ้งใหญ่ และโครงสร้างที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน” นายณัฐพงษ์ กล่าว พร้อมระบุว่านี่คือเป้าหมายที่พรรคจะเปิดโปงและต่อสู้

นอกจากนี้ หัวหน้าพรรคประชาชนยังเปิด 4 หมุดหมายสำคัญ ที่จะเป็นยุทธศาสตร์หลักในระยะต่อไป ได้แก่

  • การเป็น “ฝ่ายค้านเชิงรุก” พร้อมตั้ง ครม.เงา ตรวจสอบรัฐบาล
  • การขับเคลื่อนงานในสภาผ่านกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ
  • การเร่งสร้างฐานในพื้นที่ เตรียมเปิดตัวผู้สมัครชุดแรก 1 พฤษภาคม
  • การบุกสนามท้องถิ่นเต็มตัว พร้อมส่งทีมชิงเลือกตั้งกรุงเทพมหานครครบ 50 เขต

โดยเฉพาะสนามท้องถิ่น พรรคยก “ลำพูนโมเดล” เป็นตัวอย่างความสำเร็จ ที่พิสูจน์ว่าการเมืองระดับฐานรากสามารถสะเทือนถึงระดับประเทศได้

ช่วงท้าย นายณัฐพงษ์ทิ้งน้ำหนักทางการเมืองอย่างชัดเจนว่า พรรคประชาชนจะไม่เป็นเพียงพรรคการเมืองทั่วไป แต่จะเป็น “พรรคมวลชน” ที่เปิดให้สมาชิกทุกคนร่วมกำหนดอนาคตประเทศ