
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ปลานิลสายน้ำไหลเบตงมีคุณภาพโดดเด่น แตกต่างจากปลานิลทั่วไปอย่างชัดเจน อันเป็นผลจาก ปัจจัยทางภูมิศาสตร์เฉพาะถิ่น โดยแหล่งผลิตตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาสันกาลาคีรี มีระบบนิเวศสมบูรณ์ ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมทั้งสองฝั่ง ทำให้อากาศเย็น มีหมอกและฝนตกชุกตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ยเพียง 27.5–28.5 องศาเซลเซียส
จุดแข็งสำคัญคือ สายน้ำจากลำธารที่ไหลเวียนตลอดเวลา ทำให้น้ำมีปริมาณออกซิเจนสูง เกษตรกรในพื้นที่ได้นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผันน้ำธรรมชาติเข้าสู่บ่อเลี้ยง ส่งผลให้ปลานิลมีเนื้อแน่นเด้ง ไขมันแทรกเล็กน้อย รสชาติหวานเป็นธรรมชาติ สะอาด ปราศจากกลิ่นโคลน และมีกลิ่นคาวน้อยกว่าปลานิลทั่วไป จนสามารถนำมาประกอบอาหารดิบ เช่น ซาชิมิ ได้อย่างปลอดภัย

นอกจากนี้ เกษตรกรยังใช้กระบวนการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ รวมถึงการแปลงเพศให้เป็นปลานิลเพศผู้ล้วน เพื่อควบคุมการขยายพันธุ์ในบ่อ ทำให้ปลาเจริญเติบโตดี โตเร็ว และมีคุณภาพสม่ำเสมอ ลักษณะเด่นคือ หัวเล็ก ลำตัวแบนข้าง ขนาดใหญ่ เนื้อส่วนหลังหนา น้ำหนักเฉลี่ยตั้งแต่ 1 กิโลกรัมขึ้นไป และในกลุ่มที่เพาะเลี้ยงเพื่อการประกวดอาจมีน้ำหนักมากกว่า 9 กิโลกรัม
ด้วยชื่อเสียงที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ปลานิลสายน้ำไหลเบตงจึงเป็นที่ต้องการของร้านอาหารและภัตตาคารจำนวนมาก ถูกนำไปสร้างสรรค์เมนูหลากหลาย สร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ ปัจจุบันมีปริมาณการผลิตประมาณ 163,000 กิโลกรัมต่อปี ราคาขายเฉลี่ย 120 บาทต่อกิโลกรัม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้จังหวัดยะลากว่า 19 ล้านบาทต่อปี

อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่า การขึ้นทะเบียน GI ในครั้งนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค เป็นเครื่องยืนยันคุณภาพและแหล่งที่มาของสินค้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการตลาด และเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับสินค้าเกษตรท้องถิ่นของจังหวัดยะลา
ทั้งนี้ “ปลานิลสายน้ำไหลเบตง” เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 6 ของจังหวัด ต่อจาก กล้วยหินบันนังสตา ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา ส้มโชกุนเบตง มังคุดในสายหมอกเบตง และไก่เบตงยะลา ซึ่งทั้งหมดอยู่ในหมวดอาหาร

กรมทรัพย์สินทางปัญญายังเดินหน้าผลักดันการต่อยอดสินค้า GI ทั้ง 6 รายการ ผ่านแนวคิด การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) เชื่อมโยงนักท่องเที่ยวเข้าถึงแหล่งผลิต เรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้าน และผลักดันให้สินค้า GI จังหวัดยะลาเป็นวัตถุดิบหลักของร้านอาหารระดับ Fine Dining ถ่ายทอดเรื่องราวของท้องถิ่นสู่เวทีนักชิมทั่วโลก พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
