‘พริษฐ์’ เปิดจิ๊กซอว์เงินฮั้ว สว.แฉโอนหลักหมื่นถึง 1.5 ล้านจี้ กกต.ตอบปม 8.6 แสนโยงเจ้าหน้าที่


“พริษฐ์” เปิดจิ๊กซอว์เส้นเงินเลือก สว. ทั้งนครพนม-ลำพูน-สงขลา-อำนาจเจริญ ชี้ต้องนำ “โพย-ใบสั่ง-เส้นเงิน” ประกอบกัน จี้ กกต.ส่งเรื่องถึงศาลหากมีเหตุอันควรเชื่อว่าทุจริต

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หรือ “วิปฝ่ายค้าน” นำโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จัดกิจกรรม “เจาะลึกหลักฐานคดีโกง สว. ภาค 4 : ใบสั่ง เส้นเงิน สายสัมพันธ์” เปิดข้อมูลที่ฝ่ายค้านระบุว่าเป็นหลักฐานเกี่ยวกับกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567

ร่วมด้วย น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ น.ส.บุณยนุช มัทธุจักร และนายปุวิชญ์ วัฒนสุข นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลอดจนพยานบุคคลที่เข้าร่วมให้ข้อมูล

เปิดเส้นเงิน 4 จังหวัด ตั้งคำถามโยงกระบวนการเลือก สว.

นายพริษฐ์กล่าวว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว. พบข้อมูลใน 4 พื้นที่สำคัญ โดยพื้นที่แรกคือ จังหวัดนครพนม พบการโอนเงินเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2567 จากนายสิทธิกร ธงยศ สว.กลุ่ม 19 จำนวน 31,000 บาท ไปยังบริษัทนครพนม เทรเวลเซ็นเตอร์ เพื่อซื้อตั๋วเครื่องบินให้นายสิทธิกรและผู้สมัคร สว.อีก 7 คน อย่างไรก็ตาม ในจำนวนดังกล่าวมี 2 คนที่ไม่ได้เดินทางตามตั๋วเครื่องบินที่ซื้อไว้

พื้นที่ที่สองคือ จังหวัดลำพูน พบข้อมูลการโอนเงินจากนายอาทร โยธา เจ้าหน้าที่หน่วยงานท้องถิ่น ไปยังผู้สมัคร สว. 7 คน รวมเป็นเงิน 21,000 บาท โดยมีบางรายชี้แจงว่าเป็น “ค่าหมูกระทะ”

นายพริษฐ์ระบุว่า จากการตรวจสอบยังพบว่า แม้นายอาทรไม่ได้ลงสมัคร สว. แต่มีข้อมูลเกี่ยวกับการไปรวมตัวที่บริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งเชื่อมโยงกับนายวิเชียร ชัยสถาพร สว.ลำพูน และนายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล สว.เชียงใหม่ โดยทั้งสองครอบครัวเป็นเจ้าของสาขาสมุทรสาคร

อย่างไรก็ตาม นายพริษฐ์ย้ำว่า ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่านายอาทรทำงานให้กับ สว.ทั้ง 2 คนหรือไม่ แต่สิ่งที่ฝ่ายค้านระบุว่ายืนยันได้ คือ หมายเลขประจำตัวผู้สมัครของนายวิเชียรและนายวิวรรธน์ปรากฏอยู่ในทุกโพยของกลุ่ม 16

สงขลาพบยอด 1.5 ล้าน อ้าง “กู้ยืมเงิน”

พื้นที่ที่สามคือ จังหวัดสงขลา นายพริษฐ์เปิดเผยว่า พบข้อมูลนายโสภณ มะโนมะยา สว.กลุ่ม 10 โอนเงินให้ผู้สมัคร สว. 2 คน ได้แก่ นายปรีชา วิเศษสินธุ์ และนายอำนาจ กิติโชติ รวมเป็นเงินถึง 1.5 ล้านบาท โดยมีคำชี้แจงว่าเป็นการกู้ยืมเงิน ซึ่งฝ่ายค้านจะติดตามตรวจสอบข้อมูลในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อไป

นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลนายยะโก๊ป หีมละ สว. โอนเงินจำนวน 60,000 บาทให้ผู้สมัคร สว. โดยมีคำชี้แจงว่าเป็นเงินบริจาคให้สถานศึกษาในพื้นที่

นายพริษฐ์ตั้งข้อสังเกตว่า ยอดเงินในลักษณะดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับคำอธิบายที่ชัดเจน พร้อมตั้งข้อสงสัยถึงความเป็นไปได้ว่าเงินอาจถูกนำไปกระจายต่อในเครือข่ายหัวคะแนน แต่ย้ำว่าเป็นข้อสงสัยที่ต้องตรวจสอบ และหวังว่า สว.ที่ถูกกล่าวถึงจะออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงให้กระจ่าง

จับตา “อำนาจเจริญ” เงิน 8.6 แสน โยงเจ้าหน้าที่ กกต.

จุดที่ถูกจับตามองอย่างมากคือ จังหวัดอำนาจเจริญ หลังนายพริษฐ์เปิดข้อมูลว่า พบเส้นทางการเงินจาก น.ส.ญาณี สีฟ้า สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) ซึ่งลงสมัครในนามกลุ่ม “ภูมิใจไทอำนาจ” และก่อนเป็น ส.อบจ. เคยเป็นทีมงานของนางสุขสมรวย วันทนียกุล ไปยังนายสุรชัย ขันติยานนท์ พนักงานสืบสวนและไต่สวน ฝ่ายสืบสวนและวินิจฉัย กกต.

ฝ่ายค้านระบุว่า พบการโอนเงินรวม 860,000 บาท จำนวน 13 ครั้ง ระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว.

นายพริษฐ์จึงเรียกร้องให้ กกต.ชี้แจงว่า ได้สอบสวนบุคคลทั้งสองแล้วหรือไม่ หากดำเนินการแล้วมีข้อเท็จจริงและผลการสอบสวนอย่างไร รวมถึงเงินดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว.หรือไม่

พร้อมตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า หากการโอนเงินดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. เหตุใดในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2567 จึงไม่พบการโอนเงินจาก น.ส.ญาณีไปยังนายสุรชัยอีก โดยข้อมูลที่พบมีเฉพาะช่วงเดือนเมษายนถึงกรกฎาคมเท่านั้น

“หากเป็นการโอนเพื่อภารกิจอื่น ก็น่าจะปรากฏการโอนในช่วงเดือนอื่นๆ ด้วย” นายพริษฐ์ตั้งข้อสังเกต พร้อมเรียกร้องให้ กกต.เปิดเผยสถานะการสอบสวนและบทสรุปจากข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้

ชี้หลักฐานกระจาย 6 จังหวัด เชื่อมีเหตุส่งศาลพิจารณา

นายพริษฐ์กล่าวว่า เมื่อรวมหลักฐานเส้นทางการเงินที่เปิดเผยทั้งในครั้งนี้และก่อนหน้านี้ พบข้อมูลกระจายอยู่ใน 6 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน หนองบัวลำภู สุราษฎร์ธานี นครพนม อำนาจเจริญ และสงขลา

แม้ข้อมูลเส้นทางการเงินจะเข้าถึงได้ไม่ง่าย แต่สิ่งที่ปรากฏทำให้เห็นความเชื่อมโยงในหลายจังหวัด และในมุมมองของฝ่ายค้านถือเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอให้ กกต.ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา

“จากหลักฐานเส้นเงินที่เปิดออกมาในปัจจุบันและก่อนหน้านี้ กระจายใน 6 จังหวัด…ผมมองว่าเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตที่ กกต.ต้องส่งศาลให้พิจารณา” นายพริษฐ์กล่าว

ย้ำ 8.6 แสนเป็น “จิ๊กซอว์” ต้องดูประกอบหลักฐานอื่น

ภายหลังการแถลง นายพริษฐ์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงกรณีเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงถึงเจ้าหน้าที่ กกต.ว่า มี 2 ประเด็นสำคัญ

ประเด็นแรก คือ พบข้อมูลบุคคลซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ส.อบจ.อำนาจเจริญ โอนเงินให้พนักงานสอบสวนของ กกต.รวม 860,000 บาท ซึ่ง กกต.ควรออกมาชี้แจงทันทีว่าได้ตรวจสอบเรื่องนี้แล้วหรือไม่ เงินดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ใด และเกี่ยวข้องกับการเลือก สว.หรือไม่

เนื่องจากช่วงเวลาที่พบการโอนอยู่ระหว่างเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม 2567 ซึ่งตรงกับห้วงการเลือก สว. แต่กลับไม่พบการโอนเงินในช่วงเดือนสิงหาคมถึงธันวาคมปีเดียวกัน

ประเด็นที่สอง นายพริษฐ์เห็นว่า ไม่ควรพิจารณาหลักฐานแต่ละชิ้นแยกออกจากกัน แต่ต้องมองเสมือน “จิ๊กซอว์” ที่นำมาประกอบเป็นภาพเดียวกัน

แม้เงิน 860,000 บาทจะไม่ได้ถูกโอนโดยผู้สมัคร สว.โดยตรง แต่เมื่อพิจารณาประกอบกับหลักฐานอื่น ทั้งเรื่อง “ใบสั่ง” “โพย” และเส้นทางการเงินที่พบในจังหวัดอื่น นายพริษฐ์เห็นว่า มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีกระบวนการทุจริตเกิดขึ้น ส่วนบุคคลใดจะมีความผิดหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องพิจารณา

จี้ กกต.ตอบเจ้าหน้าที่มีอำนาจแค่ไหน

สำหรับบทบาทของนายสุรชัย เจ้าหน้าที่ กกต.ที่ปรากฏเป็นผู้รับเงิน นายพริษฐ์ระบุว่า จากเอกสารของ กกต.ปี 2567 ปรากฏชื่อเป็นพนักงานสอบสวน ไต่สวนและวินิจฉัย ฝ่าย 7 จึงมีคำถามว่าบุคคลดังกล่าวมีขอบเขตอำนาจหน้าที่เพียงใด และรับผิดชอบงานด้านใด ซึ่ง กกต.มีหน้าที่ต้องชี้แจง

ส่วน น.ส.ญาณี ผู้โอนเงิน ปัจจุบันเป็น ส.อบจ.เขต 5 อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ โดยช่วงลงสมัครใช้โลโก้กลุ่ม “ภูมิใจไทอำนาจ” และมีภาพปรากฏร่วมกิจกรรมกับนางสุขสมรวย วันทนียกุล หลายครั้ง

เตือนสิ่งน่ากังวลไม่ใช่ “จบเมื่อไหร่” แต่ “จบอย่างไร”

เมื่อถามถึงกรณี กกต.ออกเอกสารข่าวระบุว่าจะพิจารณาคดีฮั้ว สว.ภายในเดือนสิงหาคม นายพริษฐ์กล่าวว่า ตามกรอบกฎหมาย กกต.ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ดังนั้น การระบุว่าจะเสร็จในเดือนสิงหาคมจึงยังอยู่ในกรอบเวลาก่อนครบกำหนดช่วงต้นเดือนกันยายน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลสำหรับฝ่ายค้านไม่ใช่ว่าเรื่องจะ “จบเมื่อไหร่” แต่คือ “จบอย่างไร”

“สิ่งที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น คือ กกต.ตัดตอนกระบวนการยุติธรรม ทำให้เรื่องไปไม่ถึงศาล” นายพริษฐ์กล่าว พร้อมแสดงความเชื่อว่า การที่ประชาชนให้ความสนใจกับหลักฐานซึ่งถูกนำเสนออย่างเป็นระบบ จะมีส่วนกดดันให้ กกต.ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และส่งเรื่องที่มีมูลให้ศาลพิจารณา

ให้เวลา กกต. 1-2 วัน ไม่ตอบพร้อมหอบข้อมูลยื่น

เมื่อถามว่า หาก กกต.ไม่ออกมาชี้แจงกรณีนายสุรชัย ฝ่ายค้านจะดำเนินการอย่างไร นายพริษฐ์กล่าวในลักษณะถามกลับผู้สื่อข่าวว่า “ให้เวลากี่วันดี” ก่อนระบุว่า พร้อมให้โอกาส กกต.ประมาณ 1-2 วัน เพื่อออกมาชี้แจง

นายพริษฐ์กล่าวว่า เชื่อว่า กกต.สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้เช่นเดียวกัน หากมีการสอบสวนแล้ว ขอให้เปิดเผยว่าดำเนินการถึงขั้นตอนใด แต่หากยังไม่ได้สอบสวน ฝ่ายค้านพร้อมนำข้อมูลที่มีไปยื่นต่อ กกต.

ส่วนข้อกังวลว่าสำนวนของ กกต.อาจไม่ได้หยิบเรื่องเส้นทางการเงินมาประกอบการพิจารณา นายพริษฐ์ย้ำว่า กกต.มีหน้าที่พิจารณาพยานหลักฐานทุกส่วน ทั้ง “โพย” และ “เส้นเงิน” หากภายหลังปรากฏว่าไม่ได้หยิบหลักฐานเหล่านี้ขึ้นมาพิจารณา ก็ต้องตั้งคำถามว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

หากเรื่องถึงศาล สว.ที่ถูกส่งเรื่องอาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

เมื่อถามถึงกรณีที่ สว.ชุดปัจจุบันดำรงตำแหน่งมาถึงระยะหนึ่งแล้ว และมีโอกาสยื่นให้การเลือกเป็นโมฆะหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยจุดสำคัญในขณะนี้คือ กกต.จะส่งเรื่องไปยังศาลหรือไม่

หาก กกต.ส่งเรื่อง และบุคคลที่ถูกส่งให้ศาลพิจารณาเป็น สว. ก็จะมีกระบวนการตามกฎหมายเกี่ยวกับการหยุดปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยสิ่งที่ฝ่ายค้านเรียกร้องคือให้กระบวนการเดินหน้าอย่างเป็นธรรม ไม่ถูกดึงหรือเตะถ่วง

“พริษฐ์” ชี้ไม่ควรมีระบบเลือก สว.แบบนี้อีก

ส่วนข้อกังวลว่า หากไม่แก้ไขกลไกการเลือก สว. ในอนาคตอาจเกิดปัญหาการฮั้วรุนแรงกว่าเดิม นายพริษฐ์กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ควรใช้ระบบการเลือก สว.ในรูปแบบเช่นนี้อีก

ทางออกในระยะยาวคือการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากกระบวนการเป็นไปตามผลประชามติ และมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ก็เชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่ออกแบบกติกาการเลือก สว.ในลักษณะเดิมอีก

อย่างไรก็ตาม นายพริษฐ์ย้ำว่า การแก้กติกาในอนาคตเป็นคนละส่วนกับการสะสางข้อกล่าวหาและข้อสงสัยที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเลือก สว.ตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งยังจำเป็นต้องตรวจสอบให้ได้ข้อยุติตามกระบวนการกฎหมาย