‘พลพีร์ ‘ บุกกระบี่สั่งแก้สารพัดปัญหาไขปมนอมินีต่างชาติ 1,000 รายเตือนโรงแรมผิดกม.ปิดถาวร

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ เพื่อเป็นประธานการประชุมติดตามและขับเคลื่อนดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ณ ห้องประชุมพนมเบญจา ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดกระบี่ โดยมี บุคคลสำคัญระดับสูงร่วมประชุมครบครัน ทั้ง นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นางศรินทิพย์ ศีลาเทวากูล ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดกระบี่ น.ส.วีราภรณ์ เกียรติชัยพัฒน ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึง ร.ต.ต.สิงห์คำ คำยอด ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง

นายพลพีร์ เปิดเผยว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ตนได้พร้อมด้วย “ส.ส.ก้อย” หรือ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นายอำเภอ ผู้นำท้องถิ่น และหน่วยงานราชการในจังหวัดกระบี่ ได้ร่วมประชุมหารือเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้บริการและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง โดยที่ประชุมได้หยิบยกประเด็นสำคัญขึ้นมาหารืออย่างจริงจัง อาทิ ความคืบหน้าเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การพัฒนาจังหวัด และการส่งเสริมรายได้ของประชาชนในพื้นที่


ไฟฟ้าเกาะฮั่ง-เกาะปอ สั่งเร่งไมโครกริด 1 ปีเสร็จ

สำหรับิปัญหาด้านไฟฟ้าบนเกาะฮั่งและเกาะปอ อำเภอเกาะลันตา ซึ่งเป็นปัญหาคาใจประชาชนมานาน นายพลพีร์ ได้สั่งการให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เร่งรัดงบประมาณเพื่อจัดทำโครงการไมโครกริด หรือโซลาร์ฟาร์มขนาดเล็ก โดยมีขนาดกำลังการผลิตประมาณ 300 กิโลวัตต์และ 150 กิโลวัตต์ ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานของทุกครัวเรือนบนทั้งสองเกาะ โครงการนี้คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 1 ปี

ทั้งนี้ ได้กำชับให้ กฟภ. ลงพื้นที่ทำความเข้าใจและให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องทุกเดือน ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดการติดตั้ง หากในอนาคตชุมชนมีการขยายตัวมากขึ้น อาจต้องพิจารณาการวางสายเคเบิลใต้น้ำ เพื่อดึงกระแสไฟฟ้าจากเกาะใกล้เคียงมาเสริมกำลังการผลิต


ประปาเน่า 20-30 ปี สั่งประสาน ปตก. เตรียมแผนใหม่

ด้านระบบประปา นายพลพีร์ ได้ประสานงานกับนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแล เพื่อให้การประปาส่วนภูมิภาค (ปตก.) เตรียมแผนพัฒนาและรองรับความต้องการใช้น้ำ เนื่องจากท่อประปาเดิมใช้งานมานานถึง 20-30 ปี และเสื่อมโทรมเร็วจากไอทะเล จึงจำเป็นต้องจัดทำแผนสำรวจปรับปรุงและของบประมาณมาพัฒนา เพื่อให้ประชาชนมีน้ำสะอาดและแรงดันน้ำที่ดีเพียงพอ

นอกจากนี้ อบจ.กระบี่ ยังเตรียมเข้ามาบูรณะและก่อสร้างท่าเรือรวมถึงโป๊ะเรือใหม่ที่เกาะปู เพื่อความปลอดภัยของประชาชน


ไขปมนอมินี! พบ 1,000 รายเข้าข่ายสงสัย 31 บริษัทยัน “แน่นอน”

ปัญหาที่ดินทำกิน ถือเป็นประเด็นที่ นายพลพีร์ ให้ความสำคัญสูงสุด โดยได้สั่งการให้กรมที่ดินลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีที่ชาวต่างชาติหรือกลุ่มนอมินีมีเอกสารหลักฐานหรือโฉนดครอบครองที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในขณะที่ประชาชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อาศัยและทำกินมาตั้งแต่บรรพบุรุษกลับไม่มีเอกสารสิทธิ์

นายพลพีร์ กล่าวว่า แม้จะเชื่อมั่นในคุณภาพและคุณธรรมของบุคลากรกรมที่ดิน แต่ได้กำชับให้ตรวจสอบขั้นตอนการออกเอกสารสิทธิ์อย่างละเอียด หากพบข้อสงสัยให้เรียกตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องมาสอบสวน และหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ทุจริตต่อหน้าที่ จะต้องถูกดำเนินคดีโดยไม่มีการละเว้น

“สำหรับปัญหาธุรกิจนอมินี พบว่ามีนิติบุคคลจดทะเบียนในจังหวัดกระบี่ที่เข้าข่ายต้องสงสัยกว่า 1,000 ราย โดยมี 133 รายอยู่ในกลุ่มเสี่ยง และ 31 บริษัทที่ชี้ชัดว่าเป็นนอมินีอย่างแน่นอน” นายพลพีร์ กล่าวย้ำ

จึงได้สั่งบูรณาการร่วมกับกรมที่ดิน กรมการปกครอง กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสืบสวนเส้นทางการเงินของชาวต่างชาติและคนไทยที่มีส่วนสนับสนุนอย่างละเอียด


เตือนโรงแรมผิดกฎหมาย “ไม่ขึ้นมาตรฐาน ปิดถาวร!”

นายพลพีร์ กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับการจัดระเบียบสถานประกอบการที่ไม่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย รัฐบาลไม่ได้มีเจตนาทำลายการลงทุนหรือการท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่ แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารและระบบหนีไฟ เพื่อป้องกันโศกนาฏกรรมที่อาจเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวและประชาชน

“รัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง แต่หากสถานประกอบการใดไม่ได้มาตรฐานและเสี่ยงต่อความปลอดภัย จะต้องถูกสั่งปิดถาวรตามกฎหมาย (ปว. 50)” นายพลพีร์ กล่าวย้ำเด็ดขาด

นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดยังช่วยป้องกันไม่ให้โรงแรมที่ไม่ได้รับอนุญาตกลายเป็นแหล่งกบดานของอาชญากรข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นภัยต่อสังคมและความมั่นคงของชาติ


ฟรีวีซ่า “ดาบสองคม” ประเมินอนาคตอย่างรอบคอบ

สำหรับนโยบายฟรีวีซ่า นายพลพีร์ มองว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยข้อดีคือส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและธุรกิจที่ถูกกฎหมาย แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นช่องโหว่ให้อาชญากรแฝงตัวเข้ามาทำผิดกฎหมายเอาเปรียบคนไทย ดังนั้น การพิจารณาปรับลดหรือขยายมาตรการนี้ในอนาคต จะต้องประเมินอย่างรอบคอบร่วมกับคณะรัฐมนตรี โดยคำนึงถึงบริบทด้านความมั่นคงและผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจเป็นหลัก


กระบี่เติบโตก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2562 เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานหมื่นล้าน

นายพลพีร์ กล่าวว่า จังหวัดกระบี่มีศักยภาพการเติบโตอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่ปี 2562 โดยมีความเข้มแข็งของกลุ่มอาชีพสตรีที่สามารถสร้างรายได้เชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจชุมชน รวมทั้งมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ เช่น โครงการก่อสร้างสะพานมูลค่า 1,800 ล้านบาท และโครงการถนนเลี่ยงเมืองมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาดังกล่าวต้องดำเนินควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยล่าสุดพบปัญหาการลักลอบตัดไม้ในพื้นที่ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดจะเร่งดำเนินการสืบสวนหาผู้กระทำผิดต่อไป


“บำบัดทุกข์ บำบัดสุข” กำชับข้าราชการ เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง

ในช่วงท้าย นายพลพีร์ กล่าวย้ำว่า จุดมุ่งหมายสำคัญในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คือการตอกย้ำภารกิจ “บำบัดทุกข์ บำบัดสุข” และขอเป็นกำลังใจให้ข้าราชการทุกท่านทำงานโดย “เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง” เสมือนว่ากระบี่คือบ้านของท่านเอง หากมีอุปสรรคใดที่เกินกำลัง ขอให้ประสานงานร่วมกันแบบบูรณาการ หรือแจ้งมายังตนได้โดยตรง เพื่อให้จังหวัดกระบี่พัฒนาไปอย่างยั่งยืนและมั่นคง


ผวจ.กระบี่รายงานผลงาน ไทยช่วยไทยทำยอด 1.18 ล้านบาท

ด้าน นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ รายงานว่า จังหวัดกระบี่ได้ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ผ่านการสนับสนุนสินค้า OTOP สินค้าชุมชน และการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายทางออนไลน์ รวมถึงการขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งในเดือนพฤษภาคม 2569 สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 1.18 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน OTOP นวัตวิถี จำนวน 47 ชุมชน รณรงค์ให้สวมใส่ผ้าไทยอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการท้องถิ่น มีมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค โดยลดค่าติดตั้งประปา 15% และสนับสนุนค่าน้ำประปาไม่เกิน 100 บาทต่อเดือน

พร้อมทั้งบูรณาการกำลังทุกฝ่ายปราบปรามยาเสพติด จัดระเบียบสังคมอย่างเข้มงวด โดยเน้นย้ำไม่ให้มีบ่อนการพนันในพื้นที่ พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ และแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรม ซึ่งสามารถยุติเรื่องร้องทุกข์ได้เป็นจำนวนมาก