
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม บรรยากาศทางการเมืองเริ่มเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก ภายหลังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ทยอยเข้ารายงานตัวที่อาคารรัฐสภา โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค พรรคภูมิใจไทย นำทีมแกนนำและ สส.ของพรรคเดินทางมารายงานตัวอย่างพร้อมเพรียง
ก่อนหน้านั้น นายอนุทินได้เดินทางไปรับหนังสือรับรองการเป็น สส.ด้วยตนเองจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขณะที่ สส.ของพรรคบางส่วนได้รวมตัวกันที่สำนักงานพรรค ก่อนเคลื่อนขบวนมายังรัฐสภาพร้อมกันด้วยรถบัสไฟฟ้า EV จำนวน 6 คัน นำโดย นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค และ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี

ขบวนแกนนำพรรคที่เดินทางมาพร้อมกัน ยังประกอบด้วยบุคคลสำคัญของพรรคและพรรคร่วมรัฐบาล อาทิ นายโสภณ ซารัมย์, นายสุชาติ ชมกลิ่น, น.ส.ศุภมาศ อิสรภักดี, นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์, นายวราวุธ ศิลปอาชา, นรยภราดร ปริศนานันทกุล และ นรยสันติ พร้อมพัฒน์ รวมถึง สส.แบบแบ่งเขตและ สส.บัญชีรายชื่อของพรรคจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวสำคัญกำลังจะเกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เมื่อพรรคภูมิใจไทยเตรียมจัดการประชุมสัมมนา สส.ของพรรคอย่างเป็นทางการครั้งแรก ระหว่างวันที่ 8-9 มีนาคม ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัด บุรีรัมย์ โดยมี สส.ของพรรคทั้ง 192 คนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
การประชุมดังกล่าวนำโดยนายอนุทิน พร้อมแกนนำระดับสูงของพรรค รวมถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่าง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และทีมเศรษฐกิจที่ประกอบด้วย ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

สาระสำคัญของเวทีสัมมนาครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการกำหนดทิศทางการทำงานของ สส.ในฐานะแกนนำรัฐบาลแล้ว หัวหน้าพรรคยังเตรียมนำเสนอข้อมูลสะท้อนเสียงจากประชาชนทั่วประเทศ เพื่อให้ที่ประชุมร่วมกันกำหนดกรอบนโยบายและลำดับความเร่งด่วนในการบริหารประเทศ ก่อนนำไปสู่การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในขั้นตอนต่อไป

ขณะเดียวกัน เวทีดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ สส.จากทุกพื้นที่สะท้อนปัญหาและความต้องการของประชาชนในเขตเลือกตั้งของตนเอง เสนอต่อคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อรวบรวมเป็นข้อสรุปเชิงนโยบาย และใช้เป็นฐานข้อมูลประกอบการตัดสินใจทางการเมืองของรัฐบาล
ทั้งนี้ แวดวงการเมืองกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดว่า เวทีสัมมนาที่บุรีรัมย์อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการประกาศทิศทางรัฐบาลชุดใหม่ หรือแม้กระทั่งการส่งสัญญาณจัดตั้ง “คณะรัฐมนตรีชุดใหม่” ที่ถูกขนานนามในทางการเมืองว่า “ครม.อนุทิน 2” ซึ่งอาจเป็นหมากสำคัญกำหนดทิศทางอำนาจการเมืองไทยในระยะต่อไป
