‘ไทย–ภูฏาน’ เดินหน้า 3 ความร่วมมือ ตั้งเป้าใช้ FTA ต้นปี 2570

นายกรัฐมนตรีร่วมพิธีลงนามความร่วมมือไทย–ภูฏาน 3 ฉบับ ครอบคลุมสาธารณสุข การเงินเกษตร และพลังงานสะอาด พร้อมผลักดัน FTA มีผลใช้บังคับ 1 มกราคม 2570

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2569 เวลา 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นภูฏาน ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ณ โรงแรมเปมาโก (Pemako) กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีลงนามและแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือระหว่างไทยกับภูฏาน จำนวน 3 ฉบับ ครอบคลุมด้านสาธารณสุข การเงินเพื่อภาคเกษตร และพลังงานสะอาด เพื่อผลักดันความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

เอกสารฉบับแรก เป็นบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุข ระหว่างกระทรวงสาธารณสุขของทั้งสองประเทศ มุ่งพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การป้องกันและควบคุมโรค การพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ และการวิจัยทางการแพทย์ เพื่อยกระดับคุณภาพบริการและเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการรักษา

ความร่วมมือดังกล่าวยังครอบคลุมการแพทย์ดิจิทัล การแพทย์ทางไกล และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รวมถึงการส่งต่อผู้ป่วยชาวภูฏานเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยต่อยอดความร่วมมือด้านสุขภาพระหว่างสองประเทศ

ฉบับที่สอง เป็นบันทึกความเข้าใจเพื่อต่อยอดความร่วมมือระหว่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กับธนาคารเพื่อการพัฒนาภูฏาน จำกัด (BDBL) เน้นส่งเสริมความร่วมมือทางการเงิน โดยเฉพาะสินเชื่อสีเขียวเพื่อสนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืน ควบคู่กับการพัฒนาระบบประเมินความเสี่ยงด้านสินเชื่อ และการเชื่อมโยงบริการโอนเงินระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมุ่งส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงิน และขยายช่องทางธุรกิจให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยของทั้งสองประเทศ

ส่วนฉบับที่สาม เป็นบันทึกการหารือด้านความร่วมมือพลังงานสะอาด ระหว่างสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ สพพ. กระทรวงการคลังภูฏาน และบริษัท Norion Renewable Energy Limited เพื่อให้ความช่วยเหลือทางวิชาการในการทบทวนผลการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดโครงการเกษตรพลังงานแสงอาทิตย์ตาเรย์ทัง ขนาด 100 เมกะวัตต์ ในภูฏาน สนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายเอกภพกล่าวว่า ความร่วมมือทั้ง 3 ฉบับสะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการกระชับความสัมพันธ์กับภูฏาน พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสาธารณสุข พลังงาน และเศรษฐกิจให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลมุ่งต่อยอดความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับภูฏาน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ควบคู่กับการผลักดันความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–ภูฏาน ซึ่งตั้งเป้าให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน ตลอดจนเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน