ถึงเวลาสังคายนาไทยพีบีเอส เปิดต้นทุน–สัญญา ใครรับผิดชอบผลงาน

เจาะคำถามคาใจ เงินไทยพีบีเอสสร้างประโยชน์ให้ใคร หลัง สตง.ทักท้วงหลายประเด็น ขณะที่องค์กรชี้แจงโต้แย้ง ถึงเวลาเปิดหลักฐานให้ประชาชนตรวจสอบ

เงินทุกก้อนที่ใช้ไป ประชาชนได้อะไรกลับมา?

นี่คือคำถามสำคัญต่อองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ส.ส.ท. ที่รู้จักกันในชื่อ “ไทยพีบีเอส” ท่ามกลางข้อทักท้วงเรื่องการบริหารจัดการ การใช้จ่าย และการประเมินผลงาน ซึ่งทำให้ประเด็นความคุ้มค่าของสื่อสาธารณะกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง

ข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 สะท้อนจุดยืนที่แตกต่างกันระหว่างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. กับไทยพีบีเอส โดย สตง.ยืนยันกระบวนการตรวจสอบและเปิดเผยข้อทักท้วง ขณะที่ไทยพีบีเอสโต้แย้งบางประเด็น ทั้งเรื่องการตีความระเบียบและโอกาสชี้แจงก่อนสรุปผลตรวจสอบ

การหาคำตอบจึงต้องเดินบนหลักฐาน แยกให้ชัดระหว่างข้อทักท้วง ข้อชี้แจง และผลวินิจฉัยที่ยุติแล้ว พร้อมเดินหน้าปรับปรุงสิ่งที่แก้ไขได้ทันที

รายงานพิเศษฉบับนี้ประมวลข้อมูลที่ตรวจสอบ ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2569 พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูป 12 ประเด็น โดยข้อเสนอและกรอบเวลาดำเนินการต่อไปนี้เป็นการวิเคราะห์เพื่อประกอบการพิจารณา มิใช่มติหรือแผนที่ไทยพีบีเอสประกาศใช้แล้ว

1. เปิดบัญชีทั้งระบบ เงินมาจากไหน จ่ายไปกับอะไร

ข้อมูลสรุปผลการดำเนินงานปี 2568 ที่ไทยพีบีเอสเผยแพร่ ระบุว่าองค์กรมีรายได้รวมประมาณ 2,695 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นเงินบำรุงองค์การประมาณ 2,050 ล้านบาท มีต้นทุนผลิตและจัดหารายการประมาณ 858 ล้านบาท และมีรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิประมาณ 69 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขส่วนเกินทางบัญชียังตอบไม่ได้ว่าเงินทุกส่วนถูกใช้อย่างคุ้มค่าหรือไม่ เพราะต้องพิจารณาต่อว่าแต่ละภารกิจมีต้นทุนเท่าไร และสร้างผลลัพธ์อย่างไร

สิ่งที่ควรเร่งทำคือจัดทำบัญชีฉบับประชาชน เปิดรายรับแต่ละประเภท รายจ่ายด้านบุคลากร บริหาร โครงข่าย เทคโนโลยี และเนื้อหา พร้อมแสดงเงินสะสมและภาระผูกพัน เปรียบเทียบย้อนหลังอย่างน้อย 5 ปี

ข้อมูลดังกล่าวต้องเชื่อมกับงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ และแยกค่าใช้จ่าย เงินลงทุน ค่าเสื่อมราคา และเงินผูกพันให้เข้าใจง่าย ประชาชนจึงจะติดตามได้ว่าเงินจากภาพรวมไหลลงสู่โครงการใด และได้ผลงานอะไรกลับมา

2. วัดความคุ้มค่ารายการ ให้เห็นทั้งคนดูและประโยชน์ที่เกิดขึ้น

รายการต้นทุนสูงเข้าถึงผู้ชมจริงเพียงใด เป็นคำถามที่องค์กรต้องตอบ แต่การประเมินสื่อสาธารณะควรครอบคลุมคุณภาพและประโยชน์ต่อประชาชนด้วย โดยเฉพาะรายการเด็ก คนพิการ การศึกษา และการเตือนภัย ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายแตกต่างกัน

แนวทางปฏิรูปคือเปิดต้นทุนต่อตอน ต่อชั่วโมง และต่อผู้ชมที่รับชมจริง ควบคู่กับผลลัพธ์เฉพาะด้าน เช่น มีโรงเรียนนำเนื้อหาไปใช้กี่แห่ง ผู้พิการเข้าถึงบริการมากขึ้นเพียงใด หรือข้อมูลเตือนภัยเข้าถึงประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้ทันเวลาหรือไม่

รายการที่ผลงานต่ำต้องมีแผนปรับปรุงและกำหนดเวลาทบทวน ส่วนรายการสำหรับคนกลุ่มเฉพาะต้องแสดงหลักฐานว่าตอบโจทย์กลุ่มนั้นได้จริง เพื่อให้การตัดสินใจจัดสรรงบประมาณมีเหตุผลรองรับ

3. ตัวชี้วัดต้องต่อเนื่อง ผลงานตกต้องอธิบาย

สตง.ระบุว่าตัวชี้วัดบางส่วนขาดความต่อเนื่อง มีการเปลี่ยนเกณฑ์วัด และระบบแผนงานยังแสดงความเชื่อมโยงระหว่างงบประมาณกับผลสัมฤทธิ์ได้ไม่ครบถ้วน

ประเด็นที่ต้องชี้แจงคือ เมื่อผลงานไม่ถึงเป้าหมาย มีการวิเคราะห์และแก้สาเหตุอย่างไร การเปลี่ยนตัวชี้วัดแต่ละครั้งเกิดจากเหตุผลใด และใครเป็นผู้อนุมัติ

ข้อเสนอคือกำหนดตัวชี้วัดหลักให้ใช้ต่อเนื่อง 3 ปี หากสถานการณ์เปลี่ยนจนต้องปรับเกณฑ์ ให้เปิดเหตุผลและแสดงผลตามเกณฑ์เดิมควบคู่กัน เพื่อให้เปรียบเทียบผลงานได้

การประเมินผู้บริหารต้องครอบคลุมผลสำเร็จ คุณภาพ และความคุ้มค่า พร้อมรายงานโครงการที่ไม่สำเร็จอย่างตรงไปตรงมา การเบิกจ่ายได้ตามแผนควรเป็นข้อมูลประกอบ ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของประสิทธิภาพองค์กร

4. เปิดสัญญาจ้างผลิต คลายข้อสงสัยผู้รับงานซ้ำ

การจ้างผู้ผลิตภายนอกหรือใช้ผู้รับจ้างรายเดิมต่อเนื่อง ไม่เพียงพอจะสรุปว่าเอื้อประโยชน์ แต่ยิ่งมีการจ้างต่อเนื่องมากเท่าไร องค์กรยิ่งต้องแสดงเหตุผลด้านคุณภาพ ราคา และกระบวนการคัดเลือกให้ชัดเจน

ไทยพีบีเอสชี้แจงว่าการใช้ผู้ผลิตอิสระเกี่ยวข้องกับภารกิจตามกฎหมาย และระบุว่ามีการปรับรูปแบบการเสนอรายการเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายใหม่เข้ามามากขึ้น

แนวทางที่ควรทำต่อคือเปิดหลักเกณฑ์ คะแนน เหตุผลการคัดเลือก มูลค่าสัญญา การแก้ไขสัญญา และผลตรวจรับ ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต พร้อมสรุปว่าผู้รับจ้างแต่ละรายได้รับงานสะสมเท่าไร

กรรมการคัดเลือกต้องเปิดเผยผลประโยชน์เกี่ยวข้องและถอนตัวเมื่อมีส่วนได้เสีย ขณะเดียวกันควรตรวจการกระจุกตัวของสัญญาเป็นประจำ เพื่อให้การแข่งขันเปิดกว้างและตรวจสอบได้

5. สะสางค่าตอบแทนพิธีกร–ผู้ร่วมรายการ

ข้อทักท้วงเรื่องค่าตอบแทนเป็นอีกประเด็นที่ต้องคลี่คลายด้วยเอกสาร โดย สตง.ตั้งคำถามถึงระเบียบรองรับการเบิกจ่าย ขณะที่ไทยพีบีเอสชี้แจงว่าต้องพิจารณาระเบียบและบทเฉพาะกาลที่เกี่ยวข้องประกอบกัน

คำตอบที่สังคมควรได้รับคือ การจ่ายแต่ละประเภทใช้อำนาจใด ใครอนุมัติ มีอัตรามาตรฐานหรือไม่ และกรณีจ่ายอัตราพิเศษใช้เหตุผลอะไร

ควรให้ฝ่ายกฎหมายและผู้ตรวจสอบที่ไม่มีส่วนได้เสียทบทวน พร้อมจัดทำระเบียบค่าตอบแทนและเงื่อนไขข้อยกเว้นให้ชัดเจน ตรวจสอบย้อนหลังได้

หากพบข้อบกพร่อง ต้องแยกระหว่างความผิดพลาดด้านเอกสาร การจ่ายโดยไม่มีอำนาจ และพฤติการณ์ทุจริต แล้วดำเนินการตามหลักฐานและกฎหมาย รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจง

6. ตรวจรถ–ทรัพย์สิน–สิทธิประโยชน์ผู้บริหาร

การแถลงของ สตง.เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 มีประเด็นตรวจสอบการใช้รถและทรัพย์สินองค์กร โดยข้อมูลในขณะนั้นระบุว่ากระบวนการส่วนนี้ยังมีขั้นตอนที่ไม่แล้วเสร็จ จึงต้องระบุสถานะตามช่วงเวลา และไม่ถือเป็นข้อยุติความผิดรายบุคคล

แนวทางปฏิรูปควรเริ่มจากตรวจย้อนหลังตามช่วงเวลาที่มีข้อร้องเรียน จัดทำทะเบียนการใช้รถและทรัพย์สิน ระบุภารกิจ ผู้อนุมัติ และหลักฐานประกอบ พร้อมเปิดค่าใช้จ่ายรวมของผู้บริหารแยกตามประเภท

หากพบการใช้ผิดวัตถุประสงค์ ให้พิจารณาเรียกคืนค่าใช้จ่ายและดำเนินการตามกฎหมาย โดยให้สิทธิผู้เกี่ยวข้องชี้แจงอย่างครบถ้วน มาตรฐานเดียวกันนี้ควรใช้กับผู้บริหารทุกระดับ

7. ทบทวนกำลังคน ดูภาระงานและต้นทุนจริง

ไทยพีบีเอสชี้แจงว่ามีบุคลากรประมาณ 1,200 คน รับผิดชอบภารกิจหลายด้าน ทั้งข่าว ออนไลน์ รายการเด็ก บริการผู้พิการ และโครงข่ายโทรทัศน์

ตัวเลขกำลังคนเพียงอย่างเดียวจึงยังบอกไม่ได้ว่าองค์กรมีคนมากหรือน้อยเกินไป สิ่งที่ต้องตรวจคือแต่ละหน่วยทำงานอะไร มีภาระงานเท่าไร งานใดซ้ำซ้อน และเหตุใดบางภารกิจจึงต้องจ้างภายนอกเพิ่มเติม

ควรตรวจต้นทุนและทักษะรายหน่วย รวมงานสนับสนุนที่ซ้ำกัน และพัฒนาบุคลากรให้ย้ายไปทำงานที่จำเป็น ก่อนตัดสินใจปรับกำลังคน

ส่วนการผลิตเองหรือจ้างภายนอกต้องเปรียบเทียบทั้งราคา คุณภาพ ต้นทุนแฝง และสิทธิในผลงาน เพื่อให้การปรับโครงสร้างสร้างผลประหยัดจริงและรักษาคุณภาพบริการไว้ได้

8. ลงทุนดิจิทัลต้องตอบได้ ใครใช้ ใช้แล้วได้อะไร

สตง.ทักท้วงเรื่องข้อมูลแยกส่วน การเชื่อมโยงระบบ และการประเมินการเข้าถึงเนื้อหาออนไลน์ที่ยังไม่เป็นรูปธรรมเพียงพอ

เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และระบบดิจิทัลแต่ละตัวจึงควรมีคำตอบเรื่องงบลงทุน ค่าบำรุงรักษา จำนวนผู้ใช้ต่อเนื่อง และหน้าที่ที่แตกต่างจากระบบอื่น

ข้อเสนอเร่งด่วนคือทำทะเบียนระบบทั้งองค์กร เชื่อมข้อมูลต้นทุน เนื้อหา และผู้ชมให้วิเคราะห์ร่วมกันได้ โดยคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมทบทวนโครงการใหม่ที่อาจซ้ำกับของเดิม

ระบบที่ไม่บรรลุเป้าหมายต้องมีเกณฑ์ปรับปรุง ควบรวม หรือยุติอย่างชัดเจน ส่วนการวัดผลควรแสดงการใช้งานจริงและคุณภาพการเข้าถึง เพื่อใช้ตัดสินใจลงทุนรอบต่อไป

9. เปิดวิธีประเมินคุณค่าทางสังคม ตรวจได้ถึงสมมติฐาน

สตง.ตั้งข้อสังเกตว่าการประเมินผลตอบแทนทางสังคม หรือ SROI ยังขาดแนวทางคัดเลือกรายการและผู้ประเมินที่เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน

คำถามสำคัญคือ การประเมินครอบคลุมโครงการใช้งบสูงและโครงการที่ผลงานต่ำหรือไม่ และผลประโยชน์ที่นำมาคำนวณเกิดจากรายการมากน้อยเพียงใด

ควรกำหนดวิธีสุ่มและคัดเลือกโครงการล่วงหน้า เปิดวิธีคำนวณ สมมติฐาน ข้อจำกัด และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประเมินกับองค์กร เพื่อให้บุคคลภายนอกตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผลประเมินได้

การสำรวจต้องรับฟังทั้งคนดูและคนไม่ดู เพราะเหตุผลที่ประชาชนไม่เลือกใช้บริการอาจชี้ให้เห็นช่องว่างที่องค์กรยังแก้ไม่ตรงจุด

10. ข่าวต้องตรวจสอบได้ ตั้งแต่เลือกประเด็นถึงแก้ความผิดพลาด

ข้อเสนอด้านความเป็นธรรมของข่าวเป็นมาตรการป้องกันและยกระดับมาตรฐาน มิใช่ข้อสรุปว่าไทยพีบีเอสนำเสนอข่าวลำเอียง

สิ่งที่ควรเปิดให้ตรวจคือ วิธีเลือกประเด็นและแหล่งข่าว การให้โอกาสผู้เกี่ยวข้องชี้แจง ความถูกต้องของบริบท และความรวดเร็วในการแก้ไขเมื่อเกิดข้อผิดพลาด

แนวทางหนึ่งคือให้ผู้ประเมินภายนอกสุ่มตรวจคุณภาพข่าว พร้อมเปิดสถิติข้อร้องเรียน ผลวินิจฉัย และประวัติการแก้ข่าวให้ค้นหาได้ง่าย

สำหรับข่าวการเมือง การประเมินต้องพิจารณาความถูกต้อง น้ำหนักหลักฐาน และความเป็นธรรมต่อผู้เกี่ยวข้อง โดยใช้สัดส่วนเวลาการนำเสนอเป็นองค์ประกอบหนึ่ง ไม่ใช่เกณฑ์ตัดสินเพียงอย่างเดียว

11. อิสระต้องเดินคู่ความรับผิดชอบ

การปฏิรูปต้องสร้างหลักประกันให้สื่อทำหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจได้ พร้อมกำหนดความรับผิดชอบต่อเงินและผลงานอย่างชัดเจน

ข้อเสนอคือจัดทำข้อตกลงบริการสาธารณะระยะ 3 ปี ระบุภารกิจ งบประมาณ และผลลัพธ์ที่ต้องส่งมอบ โดยเปิดรับฟังความเห็นก่อนประกาศใช้

ด้านการกำกับดูแล ควรเปิดหลักเกณฑ์สรรหา คุณสมบัติ ผลประโยชน์เกี่ยวข้อง และผลประเมินกรรมการกับผู้บริหารตามขอบเขตกฎหมาย

เมื่อผลงานไม่ถึงเป้า ต้องมีกลไกแก้ไขและความรับผิดชอบที่กำหนดไว้ล่วงหน้า พร้อมป้องกันการใช้อำนาจจัดสรรงบประมาณเป็นเครื่องมือกดดันเนื้อหาข่าว

12. วางกรอบ 90 วัน เปลี่ยนข้อเสนอให้เป็นผลงาน

แผนปฏิรูปจะมีน้ำหนักเมื่อกำหนดได้ว่าใครต้องทำอะไร และประชาชนจะเห็นความคืบหน้าเมื่อใด กรอบ 90 วันต่อไปนี้จึงเป็นข้อเสนอสำหรับเริ่มดำเนินการ มิใช่กำหนดเวลาตามกฎหมายหรือแผนที่องค์กรรับรองแล้ว

30 วันแรก คณะกรรมการนโยบายและผู้อำนวยการควรเปิดตารางข้อทักท้วง คำชี้แจง หลักฐาน และสถานะดำเนินการ พร้อมบัญชีสรุปรายรับรายจ่ายที่ประชาชนอ่านเข้าใจได้

ภายใน 60 วัน ฝ่ายบริหาร การเงิน กฎหมาย และตรวจสอบภายใน ควรเปิดต้นทุนและผลลัพธ์โครงการสำคัญ พร้อมทบทวนสัญญา ค่าตอบแทน และการใช้ทรัพย์สิน

ภายใน 90 วัน ผู้บริหารร่วมกับผู้ประเมินอิสระควรเสนอชุดตัวชี้วัดหลัก แผนลดงานซ้ำซ้อน และผลทบทวนโครงการดิจิทัล โดยระบุผู้รับผิดชอบและกำหนดส่งมอบแต่ละงาน

ทุกไตรมาสหลังจากนั้น คณะกรรมการนโยบายควรรายงานเรื่องที่แก้แล้ว เรื่องที่ยังค้าง ผลประหยัดที่เกิดขึ้นจริง และผลกระทบต่อบริการประชาชน เพื่อให้สังคมติดตามการปฏิรูปได้ต่อเนื่อง

บทพิสูจน์ของไทยพีบีเอสอยู่ที่การเปิดข้อมูลให้ตรวจสอบได้ถึงต้นทาง ตั้งแต่ต้นทุน สัญญา วิธีประเมิน จนถึงผลลัพธ์และความรับผิดชอบของผู้บริหาร

เมื่อหลักฐานครบ สังคมจึงจะตัดสินได้อย่างเป็นธรรมว่าเงินส่วนใดสร้างคุณค่า ส่วนใดควรปรับปรุง และกรณีใดต้องมีผู้รับผิดชอบ โดยไม่เหมารวมข้อบกพร่องด้านการบริหารทุกเรื่องเป็นการทุจริต และไม่ปล่อยให้ข้ออ้างเรื่องความเป็นอิสระกลายเป็นช่องว่างของการตรวจสอบ