ประชาธิปัตย์เปิดเวที ‘5×5 and more’ กลางสีลมอย่างคึกคักประกาศยกระดับกทม.ครั้งใหญ่

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 18.00 น. พรรคประชาธิปัตย์จัดเวทีปราศรัยกึ่งเสวนา “5×5 and more” บริเวณลานหน้าอาคารพาร์ค สีลม เพื่อเปิดมุมมองและสะท้อนปัญหาสำคัญของกรุงเทพมหานคร พร้อมนำเสนอแนวทางแก้ไขผ่านทีมแกนนำพรรคและ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. หมายเลข 5 โดยมีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การสนทนาระหว่างนายอนุชาและ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำพรรคประชาธิปัตย์

บรรยากาศเริ่มต้นด้วยการเปิดมิวสิกวิดีโอเพลง “ฟ้าอมร” พร้อมพูดคุยกับ นายวีร์ ศรีวราธนบูลย์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่และผู้แต่งเพลง ก่อนเข้าสู่เวทีเสวนาอย่างเป็นทางการ

นายอนุชา ประกาศเจตนารมณ์อาสาเข้ามาฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบริหารกรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้” โดยย้ำว่าปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขคือระบบคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกอยู่ในองค์กร ตั้งแต่การเรียกรับส่วย การซื้อขายตำแหน่ง ไปจนถึงการแสวงหาผลประโยชน์จากการออกใบอนุญาตต่างๆ โดยเฉพาะใบอนุญาตก่อสร้าง

นายอนุชา ยืนยันว่าจะนำเทคโนโลยีเข้ามาลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ เพิ่มความโปร่งใสในทุกขั้นตอน และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมในระบบจัดซื้อจัดจ้างของ กทม.

นอกจากนี้ยังประกาศมาตรฐานทางการเมืองที่เข้มข้นกว่าที่ผ่านมา โดยระบุว่าหากตนเองได้รับเลือกตั้งและมีข้อครหาหรือพฤติกรรมที่ส่อไปในทางไม่โปร่งใส ส.ก. ของพรรคประชาธิปัตย์จะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ พร้อมเปิดทางให้คณะกรรมการบริหารพรรคดำเนินการสอบสวนทันที และพร้อมแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองโดยไม่จำเป็นต้องรอคำพิพากษาถึงที่สุดจากศาล

ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ผ่านมาถือว่าสอบผ่านในด้านการสื่อสาร แต่จากการลงพื้นที่พบว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มรู้สึกถึงจุด “อิ่มตัว” ในการบริหารงาน พร้อมมองว่าคำอธิบายเรื่องข้อจำกัดด้านอำนาจของผู้ว่าฯ กทม. เป็นความจริงเพียงบางส่วน เพราะการบริหารเมืองหลวงจำเป็นต้องอาศัยทักษะการประสานงานกับรัฐบาลและหน่วยงานส่วนกลางควบคู่กันไป

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า นายอนุชามีประสบการณ์ตรงจากการทำงานระดับชาติ ทั้งในฐานะโฆษกรัฐบาลและผู้ขับเคลื่อนนโยบาย จึงมีศักยภาพในการประสานงานเพื่อแก้ปัญหาที่กระทบประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว การควบคุมผลกระทบจากกัญชา และการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

พร้อมกันนี้ยังเน้นย้ำว่า การทำงานของผู้ว่าฯ ต้องเดินควบคู่กับสมาชิกสภากรุงเทพมหานครทั้ง 50 เขต โดย ส.ก. จะต้องทำหน้าที่ทั้งสนับสนุนนโยบายและตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างตรงไปตรงมา ปราศจากระบบเส้นสายและตั๋วการเมือง

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการเสวนาระหว่างนายอนุชากับ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ซึ่งร่วมกันผลักดันนโยบาย “ตั๋วร่วม” เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเสนอค่าแรกเข้าเพียง 5 บาท และกำหนดเพดานค่าเดินทางสูงสุดไม่เกิน 40 บาท ครอบคลุมทุกระบบขนส่งสาธารณะ

นอกจากนี้ ยังเสนอแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจกรุงเทพฯ ตั้งแต่การยกระดับหาบเร่แผงลอย การพัฒนาพื้นที่รกร้างให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจชุมชน ตลอดจนผลักดันกรุงเทพฯ สู่การเป็น AI Hub และศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภูมิภาค

ขณะที่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค ได้นำเสนอข้อมูลจากแพลตฟอร์ม AI “ส่องรัฐ” ซึ่งตรวจสอบพบว่าโครงการของ กทม. กว่า 92.8% หรือประมาณ 40,000 โครงการ ใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง โดยแบ่งซอยงบประมาณให้ต่ำกว่า 500,000 บาท แม้จะไม่ผิดกฎหมาย แต่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจนำไปสู่การผูกขาดและขาดการแข่งขัน

พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอแนวคิด “5 หยุด” ประกอบด้วย หยุดงบมืด หยุดงบซอย หยุดงบช้า หยุดงบล็อกสเปก และหยุดงบไหล เพื่อปิดช่องโหว่และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ โดยนายอนุชาย้ำว่าการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่การโจมตีทางการเมือง แต่เป็นการใช้ข้อมูลจริงมาวิเคราะห์ปัญหาและเสนอทางออกให้กับคนกรุงเทพฯ

ด้าน นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค มองว่ากรุงเทพมหานครสูญเสียโอกาสในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างตลอดหนึ่งวาระที่ผ่านมา โดยเฉพาะปัญหาการจราจร ระบบขนส่งสายรอง และสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะที่ยังขยายผลได้ไม่มากนัก

นายอนุชา จึงเสนอนโยบายดึงองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กทม. เพื่อบูรณาการเส้นทางเดินรถทั้งระบบ พร้อมประกาศเป้าหมายยุติการฝังกลบขยะวันละกว่า 7,000 ตัน และผลักดันโครงการเตาเผาขยะผลิตไฟฟ้า (Waste to Energy) เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองสีเขียวอย่างแท้จริง

สำหรับ การเสวนากับ ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้หยิบยกประเด็นการแต่งตั้งข้าราชการ กทม. ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องระบบ “ล็อก เลี่ยง ล่องหน” ขึ้นมาพูดคุย โดยนายอนุชาประกาศชัดว่า หากได้รับเลือกตั้งจะเดินหน้าล้างระบบ “ตั๋วพิเศษ” และการซื้อขายตำแหน่งอย่างเด็ดขาด พร้อมยึดหลักความรู้ความสามารถในการแต่งตั้งบุคลากร

นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลต่อสถานะการเงินของ กทม. ที่เงินสะสมลดลงจากระดับกว่า 76,000 ล้านบาท เหลือเพียงหลักพันล้านบาท พร้อมระบุว่าผู้ว่าฯ คนใหม่จะต้องมีแนวคิดสร้างรายได้ใหม่ให้เมือง ไม่ใช่พึ่งพาเพียงงบประมาณประจำปีเท่านั้น

ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์เตรียมจัดเวทีปราศรัยใหญ่เปิดตัวแนวร่วมและนโยบายฉบับเต็มอีกครั้ง ในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 เวลา 18.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจะถือเป็นโค้งสำคัญก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่กำลังเข้มข้นขึ้นทุกขณะ